ศิริมงคล เอี่ยมท้วม

 ศิริมงคล เอี่ยมท้วม

 ศิริมงคล เอี่ยมท้วม

 ศิริมงคล เอี่ยมท้วม

ชื่อจริง : ศิริมงคล เอี่ยมท้วม
ฉายา : เทพบุตรหน้าหยก
วันเกิด : 2 มีนาคม พ.ศ. 2520
สถานที่เกิด : จังหวัดปทุมธานี, ประเทศไทย
รุ่น : ซูเปอร์ฟลายเวท, เเบนตั้มเวท, ซูเปอร์เฟเธอร์เวท, ซูเปอร์ไลท์เวท
ผู้จัดการ : สหสมภพ ศรีสมวงศ์ (อดีต), สุชาติ พิสิฐวุฒินันท์ (อดีต), นริส สิงหวังชา (ปัจจุบัน)
สถิติการชก : ชก 57  ครั้ง ชนะ 55 (ชนะน็อก) 32 แพ้ 2 เสมอ 0
ประวัติความเป็นมา
ศิริมงคล สิงห์มนัสศักดิ์ มีชื่อจริงว่า ศิริมงคล เอี่ยมท้วม เกิดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2520 ที่จังหวัดปทุมธานี มีชื่อเล่นว่า “โอ๋” ศิริมงคล สิงห์มนัสศักดิ์ เป็นนักมวยหน้าตาดี มีหมัดแย็บที่แม่นยำ แฟนมวยชาวไทยจึงตั้งฉายาให้ว่า ” เทพบุตรหน้าหยก ” เป็นลูกชายของนายมานพ เอี่ยมท้วม เจ้าของค่ายมวย ” สิงห์มนัสศักดิ์ ” และนางบัวเรียม เอี่ยมท้วม แม่ เมื่อยังเด็ก ศิริมงคลชอบร้องรำลิเกมาก ทางพ่อ นายมานพ กลัวว่าลูกชายโตขึ้นจะเบี่ยงเบนเป็นกะเทย จึงจับให้ชกมวย โดยเริ่มจากมวยไทยก่อน โดยมีพี่ชาย คือ มานพชัย สิงห์มนัสศักดิ์ เป็นนักมวยไทยชื่อดังด้วย
แชมป์โลก WBU และ WBC
ศิริมงคลเมื่อได้เปลี่ยนมาชกมวยสากลได้คว้าแชมป์ซูเปอร์ฟลายเวท และแบนตั้มเวท ของสหภาพมวยโลก (WBU) ในปี พ.ศ. 2538 ก่อนที่จะสละตำแหน่งไปเพื่อครองแชมป์โลกในสถาบันที่ใหญ่กว่า คือ สภามวยโลก (WBC) ซึ่งในต้นปี พ.ศ. 2539 ศิริมงคลเอาชนะน็อกยก 3 เขาใหญ่ มหาสารคาม นักมวยรุ่นพี่ไปได้อย่างสวยงาม ในการชกเพื่อคัดเลือกผู้ขึ้นชิงแชมป์เฉพาะกาลรุ่นแบนตั้มเวท WBC (Interim Champion)
และต่อมาในเดือนสิงหาคม ที่จังหวัดพิษณุโลก ศิริมงคล สิงห์มนัสศักดิ์ ก็เอาชนะน็อก โฮเซ่ หลุยส์ บัวโน่ นักมวยชาวเม็กซิกันในยกที่ 5 ไปได้อย่างงดงาม คว้าแชมป์เฉพาะกาลไปได้ ด้วยวัยเพียง 19 ปี และต่อมาในปี พ.ศ. 2540 สภามวยโลกก็ประกาศให้ศิริมงคลเป็นแชมป์โลกตัวจริง ศิริมงคล สามารถป้องกันตำแหน่งเอาไว้ได้ถึง 3 ครั้งด้วยกัน
ในปลายปี ศิริมงคลได้เดินทางไปชกป้องกันตำแหน่งที่ประเทศญี่ปุ่น กับ โจอิชิโร ทัตสุโยชิ อดีตแชมป์โลกในรุ่นนี้ชาวญี่ปุ่น ศิริมงคลต้องลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก ถึงวันชกร่างกายซูบซีด แก้มตอบ ตาลึกโบ๋ แต่ก็ยังอดทนกัดฟันสู้กับทัตสุโยชิได้จนถึงยก 7 ก่อนที่จะแพ้น็อกไปอย่างบอบช้ำ
เลื่อนรุ่น
จากนั้นจึงเลื่อนรุ่นขึ้นไปชกในรุ่นที่ใหญ่กว่า และอุ่นเครื่องอีกหลายครั้ง ก่อนจะขึ้นชิงตำแหน่งแชมป์รุ่นซุปเปอร์เฟเธอร์เวทสถาบันเดิม เอาชนะ เคนโกะ นากาจิมา นักมวยชาวญี่ปุ่น ไปได้เมื่อปี พ.ศ. 2545 และป้องกันตำแหน่งแชมป์ไว้ได้หนึ่งครั้ง ที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะแพ้ เฮซุส ชาเวซ นักมวยชาวเม็กซิกัน ในการชกไฟต์บังคับ ในปี พ.ศ. 2546 ที่สหรัฐอเมริกา

ตกอับ
เมื่อเสียเเชมป์โลกสมัยที่ 2 แล้ว การชกมวยของศิริมงคลเป็นไปอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ เนื่องจากเป็นมวยรุ่นใหญ่ หาผู้สนับสนุนยาก ศิริมคลเป็นข่าวโด่งดังอีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 เมื่อปรากฏเป็นข่าวฉาวโฉ่ว่าตำรวจได้ทลายจับแหล่งค้าสื่อลามกแหล่งใหญ่ย่านตลาดนัดสวนจตุจักร พบอัลบั้มนู้ดของอดีตแชมป์โลก ศิริมงคล อยู่ด้วย ซึ่งเจ้าตัวได้สารภาพว่า ถ่ายไปเพราะค่าตัวดี ประกอบกับขณะนั้นคิดจะแขวนนวม เนื่องจากขณะนั้น ศิริมงคลได้เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการถ่ายแฟชั่นและแสดงละครเป็นตัวประกอบทางช่อง 7 และได้แสดงมิวสิกวีดีโอของวงโมทีฟ โดยแสดงคู่กับ ดอม เหตระกูล หลังจากนั้นศิริมงคลก็ได้ออกหนังสือมาเล่มหนึ่งบอกเล่าเรื่องราวการตัดสินใจถ่ายรูปนู้ดครั้งนี้ด้วย
ชกมวยเควัน

มิชาเอล ชูมัคเกอร์

มิชาเอล ชูมัคเกอร์

มิชาเอล ชูมัคเกอร์

มิชาเอล ชูมัคเกอร์

ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม : มิชาเอล ชูมัคเกอร์
วันเกิด : 3 มกราคม 1969
สถานที่เกิด : เมืองฮูร์ท-เฮอร์มุลไฮม์ (ใกล้กับนครโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี)
สัญชาติ : เยอรมนี
สังกัด : จอร์แดน (1991), เบเนตอง (1991-1995), เฟอร์รารี่ (1996-2006)

แข่งขันครั้งแรก : เบลเยี่ยม กรังปรีซ์ 1991
มิชาเอล ชูมัคเกอร์ (Michael Schumacher, 3 มกราคม ค.ศ. 1969- ) เป็นนักแข่งรถสูตรหนึ่งชาวเยอรมัน เขาเป็นนักแข่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้รับชัยชนะมากครั้งที่สุด และได้ตำแหน่งแชมป์โลกรถสูตรหนึ่งติดต่อกันเป็นสมัยที่ 7
ในปีค.ศ. 2004 ประมาณกันว่าเขาทำรายได้สูงถึง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งรายได้จากกิจกรรมต่างๆ ที่รวมไว้ในสัญญาเป็นนักขับให้กับทีมเฟอร์รารี่ รายได้มหาศาลส่วนหนึ่งมาจากสัญญาที่เขาทำกับบริษัทที่ปรึกษานักลงทุนของเยอรมนี (Deutsche Verm?gensberatung) ที่ยอมจ่ายให้กับชูมัคเกอร์สูงถึง 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้เขาสวมหมวกนักแข่งที่มีสัญลักษณ์ของบริษัทขนาด 4 นิ้วติดอยู่
ช่วงต้นของชีวิต ชูมัคเกอร์เกิดที่เมืองฮูร์ท-เฮอร์มุลไฮม์ (ใกล้กับนครโคโลญจ์ ประเทศเยอรมนี) เขาเริ่มแข่งรถคาร์ทบนสนามที่บิดาสร้างขึ้นเองในบ้านตั้งแต่อายุสี่ขวบ บิดาของเขา โรล์ฟ ชูมัคเกอร์ เป็นผู้จัดการสนามแข่งรถคาร์ทของท้องถิ่น (ตั้งอยู่ที่เมืองเคอร์เพน บ้านเกิดของชูมัคเกอร์) เขาได้รับใบขับขี่ เมื่ออายุสิบสองปี และได้เริ่มเข้าร่วมการแข่งขันในทันที ในระหว่างปีค.ศ. 1984 และ ค.ศ. 1987 มิคาเอลชนะการแข่งขันรถคาร์ทในเยอรมนีและในทวีปยุโรปหลายรายการ รวมทั้งการแข่งขันฟอร์มูลาโคนิคซีรีย์  ในปีค.ศ. 1988 ชูมัคเกอร์เข้าแข่งขันในรายการฟอร์มูลาฟอร์ดซีรีส์ และในอีกสองปีต่อมาก็ได้เข้าร่วมการแข่งขันรถสูตรสามของเยอรมนี ซึ่งเขาชนะการแข่งขันในปีค.ศ. 1990 ในปีค.ศ. 1991 เขายังคงเป็นดาวรุ่งในวงการรถแข่ง และได้เข้าร่วมโครงการแข่งรถเยาวชนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในการแข่งขัน เวิลด์ เอนดูแรนซ์

แชมเปียนชิพชนะการแข่งขันในกรุงเม็กซิโกซิตี้และที่ออโตโพลิส โดยการเป็นนักแข่งให้กับทีม เซาเบอร์-เมอร์เซเดส-เบนซ์ C291 เขายังได้เข้าแข่งในรายการฟอร์มูลา 3000 ของญี่ปุ่น รวมทั้ง รายการเยอรมันทัวริงคาร์เป็นเวลาสั้นๆ ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 เริ่มแข่งรถสูตรหนึ่ง  ชูมัคเกอร์ที่อินเดียนาโพลิส ปีค.ศ. 2004ชูมัคเกอร์ได้เข้าร่วมการแข่งขันรถสูตรหนึ่งครั้งแรกในรายการ เบลเยียมกรังปรีซ์ ในปีค.ศ. 1991 ในฐานะนักแข่งตัวสำรองให้กับแบร์ทรอง กาโชต์ที่ถูกจำคุก (ด้วยความผิดข้อหาพ่นสเปรย์ก้าซ CS ใส่หน้าคนขับรถแท็กซี่ในกรุงลอนดอน) เอ็ดดี้ จอร์แดน ได้เซ็นสัญญากับชูมัคเกอร์ให้เข้าร่วมทีมแข่งรถจอร์แดน ในรายการเบลเยียมกรังปรีซ์ ซึ่งชูมัคเกอร์ก็ทำให้ทุกคนประหลาดใจด้วยการควอลิฟายได้เป็นอันดับเจ็ด ในฐานะนักขับมือหนึ่งของรถสูตรหนึ่งรายการแรกของชีวิต ต่อมาเขาก็ได้เข้าร่วมทีมเบเนตอง-ฟอร์ดในการแข่งขันครั้งต่อมา และได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมากล้นในทันที ในปีถัดมา (ค.ศ. 1992) เขาก็ชนะการแข่งขันรถสูตรหนึ่งรายการแรกที่เบลเยียมกรังปรีซ์ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม และได้อันดับที่สามในการจัดอันดับนักแข่งของรายการ
ชูมัคเกอร์ชนะการแข่งขันรถสูตรหนึ่งเป็นฤดูกาลแรกในฐานะนักแข่งทีมเบเนตอง เมื่อปีค.ศ. 1994 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่น่าตื่นเต้นและมีการขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด เขาเอาชนะการแข่งขันในสี่สนามแรกของฤดูกาลได้ และชนะการแข่งขันรวมทุกครั้งในเจ็ดครั้งแรก แต่ในการแข่งขันสนามท้ายๆ เดมอน ฮิลล์คู่แข่งในขณะนั้น มีอันดับนักแข่งจ่อหลังชูมัคเกอร์มาติดๆ อันเนื่องมาจากชูมัคเกอร์ต้องออกจากการแข่งขันในบริติชกรังปรีซ์ และเบลเยียมกรังปรีซ์ ชูมัคเกอร์มีคะแนนนำเดมอน ฮิลล์เพียงคะแนนเดียวก่อนเริ่มการแข่งขันในสนามสุดท้ายของฤดูกาลที่ออสเตรเลีย แต่ชูมัคเกอร์ก็สามารถคว้าตำแหน่งแชมป์ของฤดูกาลไปได้หลังจากขับรถชนรถของเดมอน ฮิลล์ ซึ่งทำให้ทั้งคู่ต้องออกจากการแข่งขัน
อย่างไรก็ดี ชูมัคเกอร์สามารถป้องกันตำแหน่งแชมป์โลกไว้ได้อย่างงดงามในฤดูกาลปีค.ศ. 1995 โดยมีคะแนนรวมทิ้งห่างนักแข่งอันดับที่ 2 (คือ เดมอน ฮิลล์ อีกครั้ง) อยู่ถึง 30 คะแนน ชูมัคเกอร์กับจอห์นนี่ เฮอร์เบิร์ต เพื่อนร่วมทีมได้ช่วยกันผลักดันให้ทีมเบเนตองชนะการแข่งขันในระดับทีมได้เป็นสมัยแรกและสมัยเดียว
ในสองฤดูกาลแรกที่ชูมัคเกอร์เข้าแข่ง เขาชนะการแข่งขัน 17 สนาม ได้ขึ้นโพเดียม 21 ครั้ง ได้ตำแหน่งโพล 10 ครั้ง และในการแข่งขันทั้งหมด 31 ครั้ง มีเพียงครั้งเดียวที่เขาควอลิฟายเพื่อออกสตาร์ทได้ต่ำกว่าอันดับที่ 4
เข้าร่วมทีมเฟอร์รารี่   ชูมัคเกอร์ที่อินเดียนาโพลิส ปีค.ศ. 2005ในปีค.ศ. 1996 มิคาเอลได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมทีมแข่งรถเฟอร์รารี่ ซึ่งในขณะนั้นนับว่าเป็นการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเฟอร์รารี่ไม่ได้ชนะมานานแล้ว (ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่มีฐานในอิตาลีรายนี้ไม่ได้ชนะมาเป็นเวลากว่าหนึ่งทศวรรษแล้ว) หลังจากการก่อร่างสร้างตัวสองสามปี ชูมัคเกอร์ได้ช่วยให้เฟอรร์ารี่ได้แชมป์โลกในส่วนของผู้ประกอบรถยนต์ในปีค.ศ. 1999
อย่างไรก็ดี ความฝันที่จะได้เป็นแชมป์โลกนักขับอีกครั้งของเขาในปีนั้นต้องพังทลายลง ในระหว่างการแข่งขันบริติช กรังปรีซ์ เมื่อรถของเขาประสบอุบัติเหตุชนยับ ทำให้ขาเขาหักและต้องพลาดการแข่งขันอีกหกสนามต่อมา แต่มิคาเอลก็ได้ทวงความสำเร็จของเขาคืนมาอีกครั้งในปีค.ศ. 2000 ด้วยการได้แชมป์โลกนักขับเป็นสมัยที่สาม (และเป็นแชมป์โลกนักขับคนแรกของทีมเฟอร์รารี่ นับตั้งแต่โจดี้ เชคเตอร์ได้ตำแหน่งนี้ในปีค.ศ. 1979)

รัฐภาคย์ วิไลโรจน์

รัฐภาคย์ วิไลโรจน์

รัฐภาคย์ วิไลโรจน์
  กลางเดือนกันยายน ปี 2006 ที่ผ่านมา รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ นักแข่งผู้มีผลงานในรายการชิงแชมป์ประเทศญี่ปุ่นได้รับการคัดเลือกจากสมาคมแข่งรถจักรยานยนต์ MFJ ให้เป็นนักแข่งรับเชิญ (WILD CARD) เป็นตัวแทนนักแข่งญี่ปุ่นเข้าร่วมการแข่งขัน WORLD CHAMPIONSHIP สนามที่ 15 ที่สนาม ทวินริง โมเตกิ

          ประเทศญี่ปุ่น การลงแข่งครั้งแรกในสนามโลก รัฐภาคย์ได้ ทำสิ่งที่เกินความคาดหมายของทุกคน ด้วยการจบการแข่งขันในตำแหน่งที่ 10 จากนักแข่งทั้งหมด 32 คน ทำให้รัฐภาคย์ได้รับคะแนนสะสม 6 คะแนน และถูกบันทึกสถิติในประวัติการแข่งขันโลก การถูกจารึกชื่อและคะแนนสะสมใน FIM องค์กรดูแลการแข่งขันทั่วโลก

ถือเป็นเกียรติยศของนักแข่ง และประเทศชาติสังกัดของนักแข่ง ที่เป็นความใฝ่ฝันอันทรงเกียรติของนักแข่งทุกคนทั่วโลก ในประเทศไทยยังไม่มีผู้ใดทำได้ แม้แต่คริสมาส วิไลโรจน์ ผู้เป็นพ่อ หรือแชมป์รุ่นพี่อื่นๆที่ฝึกสอนรัฐภาคย์
นักแข่งไทยวัย 19 ปีผู้นี้ได้ทำวงการแข่งขันโลกและสื่อมวลชนทั่วโลกหันมามอง และกล่าวขวัญพร้อมชื่นชมในความสามารถของนักแข่งไทย หนึ่งในนั้น คือ ทีม STOP AND GO ทีมแข่งจากประเทศสเปน ที่ปัจจุบันส่งนักแข่งชาวอาร์เจนตินา มร. ฟาบริซิโอ เพอเรน (Mr.Fabricio Perren) ลงแข่งขัน WORLD CHAMPIONSHIP รุ่น 250 ซีซี.
 เจ้าของทีม Stop and Go มร.เอดูอาร์โด คือ หนึ่งในอดีตทีมงานช่างที่ผลักดันให้ Sito Pons. เป็นแชมป์โลกรุ่น 250 ซีซี. ในอดีต มร.เอดูอาร์โด ใฝ่ฝันที่จะปั้นนักแข่งดาวรุ่งสู่โพเดียมบัลลังค์อันทรงเกียรติ เขาหมายตาและเฝ้าดูลีลาการขับขี่ของรัฐภาคย์ในช่วงลงแข่งขันสนามโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เขาเชื่อว่ารัฐภาคย์มีศักยภาพเพียงพอที่จะร่วมทางกับเขาสู่บัลลังค์โลก
นอกจากนั้น เขายังหวังอีกว่าการสนับสนุนนักแข่งไทยสู่สนามโลก จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสเปนกับไทย และยังเป็นการช่วยยกระดับนักแข่งในภูมิภาคนี้สู่สนามโลก ด้วยการประสานงานของ HRC หรือ ฮอนด้า เรซซิ่ง คอเปอเรชั่น บริษัททีมแข่งฮอนด้า เมื่อปลายเดือนตุลาคม ทีมแข่ง STOP AND GO และ บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ตกลงร่วมกันส่งนักแข่งรัฐภาค วิไลโรจน์ นักแข่งขวัญใจชาวไทยลงแข่งขัน WORLD CHAMPIONSHIP รุ่น 250 ซีซี. เต็มฤดูกาลใน ปี 2007
รัฐภาคย์ ขวัญใจชาวไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากคนในชาติเช่นกัน โดยเฉพาะภาคธุรกิจชั้นนำของประเทศมาเป็นผู้สนับสนุน คือ บริษัท ปตท.จำกัด มหาชน บริษัทพลังงานแห่งชาติ และ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สายการบินแห่งชาติ โดยเฉพาะบริษัทพลังงานแห่งชาติไทย ปตท. ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักได้อนุญาติให้ใช้ลายสีสัญลักษณ์ “เปลวไฟโชติช่วงชัชวาลย์” ในรถแข่ง และชุดหนังของรัฐภาคย์ในการลงแข่งขันในครั้งนี้
เส้นทางของรัฐภาคย์สู่สนามโลกเป็นการเปิดศักราชหน้าใหม่ให้แก่วงการแข่งขันรถจักรยานยนต์ไทย บนแส้นทางนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าขาดการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ฮอนด้า ทีมแข่ง STOP AND GO และรัฐภาคย์ วิไลโรจน์ ขอขอบคุณ การกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมาพันธ์กีฬาแข่งรถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย FMSCT ตัวแทน FIM

ในประเทศไทย แรงสนับสนุนจากบริษัทพลังงานแห่งชาติ ปตท. และสายการบินแห่งชาติ การบินไทย และหลายๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสื่อมวลชนที่ให้การสนับสนุน เราเชื่อว่า รัฐภาคย์ วิไลโรจน์ หรือเจ้าฟิลม์ ในนาม ทีมแข่งไทย-ฮอนด้า-พีทีที-แสค (SAG) จะสร้างเส้นทางใหม่ให้แก่นักแข่งไทย เอาธงไตรรงค์ของเราไปโบกสบัดในสนามโลก ประกาศศักยภาพและสร้างประวัติของเรา

นิโค รอสเบิร์ก

นิโค รอสเบิร์ก

นิโค รอสเบิร์ก

นิโค รอสเบิร์ก

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : นิโค รอสเบิร์ก
วันเกิด : 27 มิถุนาบน 1985
สถานที่เกิด : วีสบาเดน, เยอรมนี
สัญชาติ : ฟินแลนด์-เยอรมนี
สังกัด : บีเอ็มดับบลิว-วิลเลี่ยมส์ (BMW-Williams)
แข่งขันครั้งแรก : บาห์เรนกรังปรีซ์ ค.ศ 2006
นิโค รอสเบิร์ก (Nico Rosberg, เกิดวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 1985 ที่เมืองวีสบาเดน (Wiesbaden) ประเทศเยอรมนี) เป็นนักแข่งรถสูตรหนึ่ง (Formula1) ชาวเยอรมันสังกัดทีมวิลเลียมส์ (Williams F1) นิโคเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของวงการ เขาเป็นลูกชายของเคเค รอสเบิร์ก (KeKe Rosberg) อดีตแชมป์โลกรถสูตรหนึ่งปีค.ศ. 1982 ชาวฟินแลนด์ นิโคถือสองสัญชาติ แต่เลือกลงขับภายใต้ธงชาติเยอรมัน ซึ่งเป็นสัญชาติของแม่ของเขา เนื่องจากที่บ้านเขาใช้ภาษาเยอรมัน และเขาพูดภาษาฟินนิชไม่ได้ชีวิตการแข่งรถก่อนเข้าสู่วงการรถสูตรหนึ่งนาฬิกาโอริส รุ่นนิโค รอสเบิร์ก และลายเซ็นแจกแฟนๆรอสเบิร์กน้อยชอบนั่งตักพ่อหัดขับรถคาร์ทมาตั้งแต่เด็กๆ เคเค

รอสเบิร์กเองก็ตามใจ และคอยสนับสนุนลูกชายเสมอในการแข่งรถ นิโคเริ่มต้นแข่งรถคาร์ทตั้งแต่อายุได้เพียง 11 ขวบ และได้รางวัลจากการแข่งในหลายประเทศ รวมทั้งในระดับทวีปยุโรปและอเมริกาในปีค.ศ. 2002 เขาเข้าแข่งรายการฟอร์มูล่าบีเอ็มดับบลิว (Formula BMW) ให้กับทีมของพ่อเขาเอง และคว้าแชมป์ปีนั้นมาได้อย่างง่ายดายด้วยการชนะถึง 9 สนาม เขาจึงได้รับโอกาสให้ขับทดสอบกับทีมบีเอ็มดับบลิว-วิลเลียมส์ (BMW-Williams) เมื่อวัย 17 ปี 5 เดือน เป็นเด็กหนุ่มอายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมาที่ได้ขับรถสูตรหนึ่ง

นิโคฉายแววให้เห็นตั้งแต่ตอนนั้น เขาทำแบบทดสอบของทีมวิลเลียมส์ได้คะแนนสูงกว่าที่นักขับทุกคนเคยทำมา หลังการขับทดสอบที่คาตาลุนญ่าเซอร์กิต (Circuit de Catalunya) เสร็จลง เด็กหนุ่มไฟแรงคนนี้ก็ตั้งใจว่าจะเป็นนักแข่งรถสูตรหนึ่งให้ได้นิโคย้ายมาแข่งในรายการฟอร์มูล่าทรี ยูโรซีรีส์ (Formula3 Euroseries) อีกสองปี และทำผลงานได้ดี ในปีค.ศ. 2005 ทีมบีเอ็มดับบลิว-วิลเลียมส์จึงเซ็นสัญญาให้เขาเป็นนักขับทดสอบของทีม ปีเดียวกันนั้นเอง นิโคลงแข่งรายการจีพีทู (GP2)

ซึ่งเพิ่งมีขึ้น และเขาก็คว้าแชมป์ เอาชนะเพื่อนนักแข่งอย่างเฮย์กิ โควาไลเนน (Heikki Kovalainen) และสกอตต์ สปีด (Scott Speed) มาได้ นับเป็นแชมป์คนแรกของรายการนี้แข่งรถสูตรหนึ่ง
นิโค รอสเบิร์กในรถวิลเลียมส์ FW28 ที่มาเลเซียนกรังด์ปรีซ์ ค.ศ. 2006หลังจากได้แชมป์จีพีทูมาหมาดๆ เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2005 แฟรงค์ วิลเลียมส์ (Frank Williams) ก็คว้าตัวนิโคเซ็นสัญญาฉบับใหม่ให้เป็นนักแข่งรถสูตรหนึ่งของทีมสำหรับปี 2006 ทีมเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้นิโคตัดสินใจขับให้วิลเลียมส์ทันที เขารู้จักทีมงานหลายๆคนแล้วจากตอนที่เป็นนักขับทดสอบ และความสำเร็จของพ่อเขากับทีมวิลเลียมส์ ในปีค.ศ. 1982 ก้อยังเป็นที่จดจำจนถึงทุกวันนี้
ในการลงแข่งรถสูตรหนึ่งสนามแรกที่บาห์เรนกรังด์ปรีซ์ นิโคไม่เพียงแต่สามารถเก็บคะแนนได้โดยเข้าเส้นชัยเป็นที่ 7 ทั้งที่ต้องเข้าพิทเพื่อเปลี่ยนจมูกรถตั้งแต่รอบแรก หากเขายังสร้างสถิติเป็นนักขับอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ทำเวลาต่อรอบดีที่สุดของการแข่งขัน ด้วยอายุเพียง 20 ปี 8 เดือน 13 วัน
นิโคควอลิฟายได้อันดับ 3 ในสนามต่อมาที่มาเลเซียนกรังด์ปรีซ์ แต่ก็ต้องพลาดหวัง ออกจากการแข่งขันไปในรอบที่ 7 เพราะเครื่องยนต์พัง ที่ยูโรเปียนกรังด์ปรีซ์ นิโคต้องออกสตาร์ทหลังสุดเนื่องจากเปลี่ยนเครื่องยนต์

แต่เขาก็สามารถเข้าเส้นชัยเป็นที่ 7 เก็บแต้มได้อีก 2 คะแนน ในสนามที่เหลือของฤดูกาล เขาทำผลงานได้ไม่ดีนัก และมีปัญหากับเครื่องยนต์ทำให้ไม่จบการแข่งขันบ่อยๆ จึงจบฤดูกาลโดยได้เพียงที่ 17 มี 4 คะแนนค.ศ. 2007 นิโคยังลงแข่งในนามของทีมวิลเลียมส์ ซึ่งเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่มาใช้ของโตโยต้าแทนเครื่องคอสเวิร์ธเดิม และได้เพื่อนร่วมทีมคนใหม่เช่นกันคืออเล็กซานเดอร์ ววร์ซ (Alexander Wurz) ซึ่งมาแทนที่มาร์ค เว็บเบอร์ (Mark Webber) ที่ย้ายไปขับให้กับทีมเรดบูล (Red Bull Racing)

กุลวุฒิ วิทิตศานต์

กุลวุฒิ วิทิตศานต์

กุลวุฒิ วิทิตศานต์

กุลวุฒิ วิทิตศานต์

 

“วิว” กุลวุฒิ ไต่ระดับของตนเอง ได้แชมป์ในรุ่นอายุต่างๆขึ้นมาเรื่อยๆ จนล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในศึกแบดมินตันชิงแชมป์เอเชีย 2019 รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี “เอเชีย แชมเปียนชิป 2019” ที่เมือง ซูโจว ประเทศจีน เจ้าตัวก็ยังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมคว้ามาได้ถึง 2 แชมป์!!!

แชมป์แรกร่วมกับเพื่อนร่วมทีมซิวแชมป์ทีมผสมในรอบชิงชนะเลิศตามหลังอินโดนีเซีย 0–2 คู่ ก่อนแซงเอาชนะไปได้ในที่สุด 3–2 คู่

โดยทีมผสมของไทยชุดนี้ประกอบด้วย กุลวุฒิ วิทิตศานต์, เสฏฐนันท์ ปิยวัชรวิจิตร, เหนือดวง มังกรลอย, วรภพ ชื่นค้า, ธนวินท์ มาดี, รัชพล มรรคศศิธร, ธนดล พันธ์พานิช, สิรวิชญ์ โสทน, อภิชสิษฐ์ ธีระวิวัฒน์, ปราชญ์ ตั้งศรีรพีพันธ์

ร่วมด้วยพิทยาภรณ์ ไชยวรรณ, เบญญาภา เอี่ยมสะอาด, พรพิชชา เชยกีวงศ์, อทิตยา โปวานนท์, พรณิชา สุวัฒโนดม, พีรยา คันธารวงสกุล, พิชญานิน อังคะ, ศศิกานต์ ปิยวัชรวิจิตร, ญาณิสา ชื่นเจริญ
มี นิติพงษ์ แสงศิลา, อุดม เหลืองเพชราภรณ์, พีรพล สมภพเจริญ, พีระพงษ์ จูประทานสุข เป็นผู้ฝึกสอน และกิตติพัฒน์ กฤตผล, วรินทร์ธร ท้าวตัน, เบญจวรรณ ตันกันภัย เป็นทีมงานเจ้าหน้าที่

ส่วนอีกแชมป์ เป็น “วิว” กุลวุฒิ ที่โชว์ฟอร์ม คว้าแชมป์ประเภทชายเดี่ยว

รอบชิงฯ นักตบลูกขนไก่ดาวรุ่งไทย มือ 1 เยาวชนโลก มือ 47 ของโลก ถล่มเอาชนะหลิว เหลียง มือวาง 4 ของรายการ มือ 898 ของโลกจากจีนไปได้ 2-0 เกม

นอกจากนี้ “มูนา” เบญญาภา เอี่ยมสะอาด ยังทำได้อีก 1 เหรียญทองแดง จากหญิงเดี่ยวอีกด้วย

คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า นับ เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของทีมตบลูกขนไก่ เยาวชนไทยที่ทำได้ถึง 2 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดง ในศึกแบดมินตันเยาวชนชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้
เรียกได้ว่าทุกอย่างลงตัวเป็นที่เรียบร้อย จึงถึงเวลาแล้วที่เจ้าตัวจะก้าวขึ้นไปเล่นอาชีพแบบ เต็มตัวเสียที

เปรียบไปก็เหมือนที่ผ่านมาเป็นประโยคสุดท้ายของย่อหน้าแรก จากนี้ไปกำลังจะเริ่มต้นประโยคแรกของย่อหน้าที่ 2 ซึ่งมีเรื่องให้ท้าทาย รออยู่ข้างหน้าอีกมาก
เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา รอบชิงชนะเลิศ ประเภทชายเดี่ยว “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ มือ 1 ของรายการ ดีกรีแชมป์เยาวชนโลก 2 สมัย และรองแชมป์เก่ารายการนี้เมื่อปีที่แล้ว ลงสนามพบ หลิว เหลียง มือวาง 4 ของรายการ มืออันดับ 898 ของโลกจากจีน ปรากฎว่า กุลวุฒิ ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ใช้เวลา 38 นาที ไล่ตบเอาชนะ หลิว เหลียง ไปแบบไม่ยากเย็น 2-0 เกม 21-14 และ 21-13 สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ ชายเดี่ยว เยาวชนเอเชียเป็นครั้งแรก

สิบเอก ฉัตรชัย

สิบเอก ฉัตรชัย

สิบเอก ฉัตรชัย

สิบเอก ฉัตรชัย

(ชื่อเล่น: สด, สังกัดกองทัพภาคที่ 1) เกิดวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2528 ที่อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เคยชกมวยไทยมาก่อนในชื่อ “ตาพระยา กิมเชียงก่อสร้าง” ประมาณ 80 ครั้ง แต่ทว่าไม่ประสบความสำเร็จ จึงหันมาชกมวยสากลสมัครเล่นในปี พ.ศ. 2548 ปรากฏว่าชกได้ดี จนกระทั่งได้ติดทีมชาติไทยชุด B และเป็นตัวแทนในรุ่นฟลายเวท (50 กิโลกรัม) สืบต่อจาก สมจิตร จงจอหอ ที่แขวนนวมไปหลังจากจบการแข่งขันโอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

โดยผลงานการชกของฉัตรชัย เกียรติประวัติสูงสุด คือการคว้าแชมป์ปรีโอลิมปิก ที่ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี ค.ศ. 2007 และก่อนหน้านั้นก็คว้าแชมป์ประเทศไทยมาแล้ว 2 สมัย ในการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพครั้งที่ 31 ที่กรุงเทพมหานคร ในปี เดือนเมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่ง วรพจน์ เพชรขุ้ม ได้เกิดอาการบาดเจ็บ ฉัตรชัยจึงถูกดันขึ้นมาชกในรุ่นแบนตั้มเวท (54 กิโลกรัม) นี้แทน และถือเป็นการชกในนามทีมชาติไทยชุด A เป็นครั้งแรก ซึ่งฉัตรชัยก็สามารถคว้าเหรียญทองมาครองได้ในที่สุด
จากนั้นในปลายปีเดียวกัน ฉัตรชัยจึงเป็นตัวแทนทีมชาติไทยในรุ่นแบนตั้มเวท ในการแข่งขันซีเกมส์ 2009 ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ซึ่งฉัตรชัยก็สามารถโชว์ฟอร์มการชกได้อย่างน่าประทับใจ โดยในรอบแรกสามารถเอาชนะ ฮวน ทิปอน จากฟิลิปปินส์ เจ้าของเหรียญทองเอเชียนเกมส์ ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งเคยชนะวรพจน์มาด้วยในครั้งนั้น ด้วยจำนวน 4-9 หมัด และเป็นฝ่ายเอาชนะ มาเทียส มาดินกาน จากอินโดนีเซีย 11-2 หมัด ไปในรอบชิงชนะเลิศคว้าเหรียญทองมาได้ และยังคว้ารางวัลนักมวยยอดเยี่ยม หรือ Best Boxer ไปได้อีกด้วย
ชีวิตส่วนตัว ฉัตรชัย บุตรดี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะศึกษาศาสตร์ สถาบันการพลศึกษาสุโขทัย สมรสกับ จุฑารัตน์ เนียมสุ่ม (จิ๊บ) ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555 ฉัตรชัยเป็นคนที่ชื่นชอบกีฬาหลายประเภท และชื่นชอบทีมอาร์เซน่อล เป็นการส่วนตัว ปัจจุบัน ฉัตรชัยถือเป็นนักมวยดาวรุ่งของวงการกีฬามวยสากลสมัครเล่นของไทย โดยเป็นมวยถนัดซ้าย ซึ่งหาได้ยากในวงการมวยสากลสมัครเล่น
เอเชียนเกมส์ 2010

ในเอเชียนเกมส์ 2010 ที่นครกว่างโจว ประเทศจีน ฉัตรชัยเป็นตัวแทนทีมชาติไทยในรุ่นฟลายเวท ในรอบแรก ฉัตรชัยขึ้นชกเป็นคนแรกของทีมนักมวยไทย พบกับ สุรันจอย มาเยงบัม ซิงห์ นักมวยชาวอินเดียซึ่งเป็นตัวเต็งคนหนึ่งในรุ่นนี้ ปรากฏว่าฉัตรชัยแพ้ไป 7-2 หมัด โดยมาได้ 2 คะแนนในยกที่ 3 ซึ่งเป็นยกสุดท้าย ทำให้ต้องตกรอบแรกไป ทั้งที่เป็นนักมวยความหวังเหรียญทองคนหนึ่งของไทยซีเกมส์ 2011

ในซีเกมส์ 2011 ที่เมืองปาเล็มบัง ประเทศอินโดนีเซีย ฉัตรชัยสามารถทะลุไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ แต่ก็เป็นฝ่ายแพ้ต่อ ฮูลิโอ เบรีย นักมวยชาวอินโดนีเซียเจ้าภาพไป 16-19 หมัด ได้เหรียญเงินโอลิมปิก 2012
ในโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ฉัตรชัยได้ผ่านเข้าไปแข่งขันในรอบสุดท้าย ด้วยการเป็นผู้ที่ผ่านเข้ารอบมวยสากลสมัครเล่นชิงแชมป์โลก ที่ประเทศอาเซอร์ไบจัน แม้จะแพ้ในรอบชิงชนะเลิศ โดยถือเป็น 1 ใน 3 นักมวยทีมชาติไทยในครั้งนี้ พร้อมกับ แก้ว พงษ์ประยูร และสายลม อาดี   ซึ่งผลการแข่งขัน ปรากฏว่า ฉัตรชัยในรอบแรกสามารถเอาชนะนักมวยจากตุรกีไปได้อย่างสวยงาม แต่ทว่าในรอบต่อมา เมื่อเจอกับนักมวยจากคิวบา ก็แพ้ตกรอบไปอย่างขาดลอยเช่นกัน

ชีวกิจ บุย

ชีวกิจ บุย

ชีวกิจ บุย

ชีวกิจ บุย

ประวัตินักกีฬา

ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อ :   ชีวกิจ บุย  , Robert Tadashi Chawakij Boughey
ชื่อเล่น:    บ๊อบบี้
วันเกิด:   31 ตุลาคม ค.ศ. 1983
สัญชาติ:  ไทย
เชื้อชาติ :  สหรัฐอเมริกา-ญี่ปุ่น
อาชีพ:   นักแข่งรถฟอร์มูลา
ประวัติ    โรเบิร์ต ทาดาชิ บุย (อังกฤษ: Robert Tadashi Chawakij Boughey) (ชื่อเล่น: บ๊อบบี้) เป็นนักแข่งรถฟอร์มูลาวันทีมชาติไทย ซึ่งสร้างชื่อด้วยรถแข่งสีเหลืองติดสติ๊กเกอร์ธงไตรรงค์และคำขวัญ “Racing For Thailand”

โรเบิร์ต ทาดาชิ บุย เกิดในประเทศไทย โดยมีคุณพ่อเป็นชาวอเมริกันชื่อ “โรเบิร์ต จอร์จ” ส่วนคุณแม่เป็นชาวญี่ปุ่นชื่อว่า “ฟูมิโกะ บุย” ที่ย้ายเข้ามาดำเนินกิจการด้านสถาปนิกในประเทศไทยเพื่อดูแลการสร้างสนามกีฬาอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก เข้าเรียนที่โรงเรียนจิตรลดาตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 1 – ชั้นมัธยมปีที่ 2 จากนั้นก็ย้ายไปเรียนต่อในโรงเรียนนานาชาติจนจบมัธยม ก่อนจะไปเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเปปเปอร์ไดน์ มาลิบู แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สาขาธุรกิระหว่างประเทศ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อไทยว่า “ชวกิจ บุย” อันมีความหมายว่า “กิจการที่รวดเร็ว”
การแข่งรถ
ชวกิจ บุย เข้าร่วมการทดสอบเพื่อหานักแข่งหน้าใหม่ของค่ายบีเอ็มดับเบิลยู และได้เป็น 1 ใน 25 นักแข่งที่ได้ทุนจากบีเอ็มดับเบิลยู สปอร์ต และ 1 ใน 5 คนของนักแข่งบีเอ็มดับเบิลยูเอเชียนสกอร์ลาร์ชิพ และ คว้ารางวัลดาวรุ่งแห่งปี 2004 ในรายการฟอร์มูลา บีเอ็มดับเบิลยู สกอร์ลาร์ชิพ ต่อมาก็ร่วมทีมมาริทัลเรสซิ่ง คว้าชัยชนะ จากฟอร์มูลาซัพพอร์ต คว้าที่ 2 ในรายการ ฟอร์มูลาบีเอ็มดับเบิลยู เวิลด์ ไฟนอล 2006 และเขาคว้าแชมป์ได้ ที่ 1 ในรุ่นนักแข่งเอเชียในรายการ ฟอร์มูลา เรโนลต์ (Asian Formula Renault Challenge) ที่ปักกิ่ง

จูลส์เบียงคิ์

จูลส์เบียงคิ์

 

จูลส์เบียงคิ์

ชื่อเต็ม : จูลส์ เบียงคี่
วันเกิด : 3 สิงหาคม 1989 (อายุ 25)
สถานที่เกิด : นีซ, ประเทศฝรั่งเศส
สัญชาติ : ฝรั่งเศส
ส่วนสูง : 179 เซนติเมตร
ทีมปัจจุบัน : มารัสเซีย
ประวัติอาชีพนักบิด
ฟอร์มูล่า เรย์โนลด์
ในปี 2007 เบียงคี่ ได้เริ่มต้นเป็นสิงห์นักบิดแข่งขันรายการ เฟร้นท์ ฟอร์มูล่า เรย์โนลด์ 2.0 ให้กับทีม เอสจี ฟอร์มูล่า ซึ่งเขาได้ตำแหน่งแชมป์ถึง 5 สมัย เขายังเคยลงแข่งในรายการ ฟอร์มูล่า เรย์โนด์ ยูโรคัพ อีกด้วย พร้อมจบตำแหน่งผู้ชนะอีกครั้ง หลังใช้เวลาจบรอบได้เร็วที่สุดจาก 3 สนามฟอร์มูล่า ทรี   ในปลายปี 2007 เบียงคี่ ได้เซ็นสัญญากับ อาร์ต กรังปรีซ์

เพื่อเข้าแข่งขันในรายการ ฟอร์มูล่า ทรี ยูโร ซีรี่ย์ ภายใต้การคุมทีมของ นิโกลาส์ ท็อดส์ ผู้จัดการของ เฟลิเป้ มาซซ่า ในปี 2008 เขาชนะเลิศ รายการ มาสเตอร์ ฟอร์มูล่า ทรี ที่สนามโซลเดอร์ พร้อมทั้งจบที่ 3 ในรายการ ฟอร์มูล่า ทรี ยูโร ซีรี่ย์ 2008 อีกด้วย

 เบียงคี่ ยังคงเล่นแข่งขันในรายการ เอฟ3 ยูโร ซีรี่ย์ ในปี 2009 เขาอยู่ในกลุ่มนำร่วมกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง วัลเทรี่ บอสตาส, เอสเตบัน กูเตียร์เรซ และ อาเดรียน แทมเบย์ สุดท้ายเขาคว้ารางวัลชนะเลิศได้อีกฟอร์มูล่า เรย์โนลด์ 3.5
เบียงคี่ ลองมาแข่งขันในรายการ ฟอร์มูล่า เรย์โนลด์ 3.5 ซีรี่ย์ ในปี 2012 พร้อมย้ายมาอยู่ทีม เทค วัน แรสซิ่ง พร้อมเพื่อนร่วมทีมอย่าง เควิน คอร์ยุส และ ดาเนี่ยล อับต์ฟอร์มูล่าวันแฟร์รารี่ และ ซาฮาร่า ฟอส อินเดีย
ในเดือนสิงหาคม 2009 เบียงคี่

ได้ลองมาเทสต์สนามกับทาง แฟร์รารี่ ที่สนาม เด เฆเรซ พร้อมกับนักบิดคนอื่นๆ อย่าง ดาเนียล ซามปิเอรี่, มาร์โก ซิโปนี่ และ ปาโบล ซานเชส พวกเขาสามารถจบที่อันดับท็อปทรีได้ในรายการ อิตาเลี่ยน ฟอร์มูล่า ทรี แชมเปี้ยนชิพ 2009
วันที่ 11 กันยายน 2010 เขาได้รับการคอนเฟิร์มจากทาง แฟร์รารี่ ให้เตรียมเป็นตัวสำรองในซีซั่น 2011 แทนที่ของ ลูก้า บาดอร์, จานลูก้า ฟิซิเชลล่า และ มาร์ก จีน

พร้อมทั้งยืนยันให้ เบียงคี่ ได้ลองสนามที่ อาบู ดาบี ในช่วง 16-17 พฤศจิกายน ต่อมา เชามีโอกาสไปลองสนามที่ ฟิออราโน่ ของศูนย์นักแข่งเยาวชนของ แฟร์รารี่ พร้อมจับคู่กับ เซร์คิโอ เปเรซ นักบิดเอฟวัน เบียงคี่ แข่งในสนาม 70 รอบ พร้อมทำสถิติเวลาเร็วที่สุดที่ 1.00.213 นาที
มารัสเซีย 2013
วันที่ 1 มีนาคม 2013 มารัสเซีย ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า เบียงคี่ จะเข้ามาแทนที่ ลุยส์ ราเซีย ที่หมดสัญญากับทีม ต่อมา เบียงคี่ ทำอันดับควอลิไฟลด์ ได้ที่ 19 ในรายการ ออสเตรเลี่ยน กรังด์ปรีซ์
เบียงคี่สามารถจบอันดับ 19 ได้อีกครั้งที่มาเลเซีย ส่วนรายการ ฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์ เขาเอาชนะเพื่อนร่วมทีมในการควอลิไฟล์ได

      ที่รายการ เจแปนนัส กรังด์ปรีซ์ เขา และ ชาร์ล พิค ของทีม คาเตอร์แฮม คว้าอันดับ 10 ร่วมกันในสนามนี้201  เดือนตุลาคม 2014 มารัสเซีย ยืนยันว่า เบียงคี่ จะอยู่ร่วมกับทีมต่อไปทั้งซีซั่นนี้ หลังจากฟอร์มไม่ดีที่ออสเตรเลีย แม้ทีมจะคว้าแต้มแรกจากการคว้าที่9ในรายการโมนาโก กรังด์ ปรีซ์  ในปี 2014 เขายังคงเป็นนักบิดทีทำเวลาเร็วเช่นเคย พร้อมได้สิทธ์เป็นมือ1ของทีอุบัติเหตุที่ ซูซูกิ 2014
5 ตุลาคม นักซิ่งวัย 25 ปี ประสบอุบัติเหตุในรายการ เจแปนนีส กรังด์ปรีซ์ รถเสียหลักพุ่งไปชนกับรถเครนที่เข้ามาเก็บกวาดซากพาหนะ เอเดรียน ซูทิล จากทีม ซอเบอร์ ก่อนเจ้าหน้าที่จะนำร่างอันไร้สติส่งโรงพยาบาล มิเอะ เพื่อผ่าตัดสมอง หลังผ่านไป 44 รอบ ทำให้หมดสติทันที และต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน ขณะที่สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (เอฟไอเอ) เปิดเผยว่า เบียงคี จะเข้ารับการผ่าตัดทันที

         ก่อนที่จะถูกส่งตัวเข้ารับการดูแลในแผนกผู้ป่วยหนักต่อไปในรอบสนามที่ 43 ของรายการ เจแปนนีส กรังด์ปรีซ์  เบียงคีเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล มี เจนเนอรัล เมดิคัล เซ็นเตอร์ ที่เมืองโยกาอิชิ โดยแพทย์ระบุว่า อาการยังอยู่ในขั้นวิกฤติ แต่ยังทรงตัว และยังไม่ได้สติในขณะนี้ ซึ่งมีเพื่อนร่วมอาชีพอย่าง ปาสตอร์ มัลโดนาโด นักขับทีมโลตัส, จอห์น บูธ ประธานทีมมารัสเซีย และ มัสซิโม ริโวลา ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของ เอ็ฟวัน เข้าเยี่ยม  ทั้งนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้ เบียงคี ประสบอุบัติเหตุนั้น เป็นเพราะสภาพอากาศที่แปรปรวน และฝนตกหนักทำให้ถนนลื่น และเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ล่าสุด เขาได้ออกมาจากห้องผ่าตัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีรายงานว่า สมองเข้าได้รับกระทบกระเทือนอย่างหนัก และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ จนอาจจะทำให้กลายเป็นเจ้าชายนิทรา

อย่างไรก็ตามทาง เอฟไอเอ กำลังระดมความช่วยเหลืออย่างเต็มที่  ทีม มารัสเซีย ได้ออกแถลงการณ์ ขอบคุณกำลังใจที่มีเข้ามาอย่างล้นหลามที่มีให้กับ จูลส์ และ ทีม โดยทาง มารัสเซีย จะพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อรักษาเขากลับมาเป็นคนเดิม และจะอัพเดตอาการตลอดเวลา

ประวัติไอร์เซนน่า

ประวัติไอร์เซนน่า

ประวัติไอร์เซนน่า
เหตุการณ์การเสียชีวิต
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่สนาม ซาน มาริโน่ กรังด์ปรีซ์ ที่เมือง โบโลญญ่า ประเทศ อิตาลี โดยเป็นสนามแรกในการมายุโรปในฤดูกาลนี้ ซึ่ง เซนน่า เองก็ไม่เคยพารถแข่งจบในสนามนี้ได้เลยซักครั้ง โดยก่อนแข่งเขาก็ได้ออกมา

พูดว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาทำสำเร็จ สังกัด วิลเลี่ยมส์ ได้ทำการปรับแต่งรถ FW16s ที่เป็นรถคู่ใจของ เซนน่า ให้พร้อมใช้ในสนามนี้ ในวันศุกร์ก่อนแข่ง เซนน่า

ได้ออกมาโวยวายว่าเขาไม่พอใจเกี่ยวกับการปรับปรุงรถ FW16s โดยให้เหตุผลว่ายางมันดูแย่ลงไปหลังจากที่ทีมช่าง

ได้ทำการปรับครั้งล่าสุดเรียบร้อยแล้ว ในช่วง เซสชั่นที่ 108 เซนน่า และ รูเบนส์ บาร์ริเชลโล่ รถได้เกี่ยวกันจน

ทำให้เกิดอุบัติเหตุ รถของทั้งคู่ควงลอยอยู่ในอากาศ ก่อนที่มันจะไปฟาดเข้ากับรั้ว เชลโล่ ได้รับบาดเจ็บจมูกและแขนหักต้องถอนตัวออกจากการแข่งขัน และเขายอมรับเลยว่าสิ่งที่เขาเป็นห่วงในวินาทีนั้นก็คืออาการของ

เซนน่าระหว่างการคัดเลือกในวันเสาร์ นักแข่งหน้าใหม่อย่าง โรแลนด์ แรตเซนเบอร์เกอร์ ได้เสียชีวิตจากการที่เขาขับ Simtek-Ford ขับพุ่งเข้าชนผนังกั้นด้วยความเร็ว 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเซนน่าเองก็ได้เข้าไปช่วยในเหตุการณ์ดังกล่าวทันที

นายแพทย์ วัตกินส์ ซึ่งเป็นเพื่อนของ เซนน่า ได้ขอร้องให้เขาถอนตัวออกจากการแข่งขันและไปหาเวลาตกปลากับเขาแทนเถอะ

ซึ่ง เซนน่า ก็ตอบอย่างหนักแน่นว่าเขาไม่สามารถหยุดการแข่งครั้งนี้ลงได้จริงๆ เซนน่า ถูกเรียกไปต่อว่าหลังจากที่เขากระโดดปีนข้ามรั้วไปดูอาการของ

แรตเซนเบอร์เกอร์ ที่ประสบอุบัติเหตุโดยไม่ได้รับอนุญาติ แต่ทว่าเขาก็ไม่ได้รับการลงโทษอะไร
 วันสุดท้ายของชีวิต

เซนน่า ในช่วงเช้าเขาได้คุยกับเพื่อนสนิทของเขาเกี่ยวกับประเด็นการปรับปรุงความปลอดภัยในการแข่งรถสูตร 1 หรือ ฟอร์มูล่า วัน แล้วเมื่อการแข่ง กรังด์ปรีซ์ เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ เซนน่า เป็นผู้นำเหนือ ชูมาร์กเกอร์

อยู่ในตอนนั้นหลังจากการออกสตาร์ท ชูมาร์กเกอร์ดันเจออุบัติเหตุนิดหน่อย ทว่าเมื่อเข้าสู่รอบที่ 7 ของการแข่งขัน ในโค้งที่เป็นมุม Tamburello เซนน่า

ควบรถมาด้วยความเร็ว 307 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถเสียหลักวิ่งเข้าอัดกับกำแพงคอนกรีตแบบเต็มๆ โดยคาดกันว่าความเร็วขณะชนนั้นมีสูงถึง 233 กิโลเมตร/ชั่วโมง หลังจากชนได้ 2 วินาที ธงแดงในการเกิดอุบัติเหตุก็ถูกสะบัดขึ้นทันที

เซนน่า ถูกพยายามนำตัวออกมาโดยนายแพทย์ วัตกินส์ และทีมงานแพทย์ของเขา การรักษาเริ่มขึ้นตรงนั้นเพราะ เซนน่า มีอัตราการเต้นของหัวใจที่อ่อนแรงลงไปในทันทีและสูญเสียเลือดไปอย่างมาก(ประมาณ 4.5 ลิตร) เมื่อรักษาเบื้องต้นเสร็จ

นายแพทย์ วัตกินส์ ได้ส่งตัว เซนน่า เข้าไปยังโรงพยาบาลในเมืองโบโลญญ่าทันที

ซึ่งหลังจากนั้นไม่น่าถึงหนึ่งชั่วโมง ทางโรงพยาบาลได้ออกมาประกาศว่า พวกเขาพยายามที่จะรักษา เซนน่า อย่างสุดความสามารถแล้วแต่สมองของเขาไม่มีการตอบสนองใดๆทั้งสิ้นแล้วและคาดว่าน่าจะไม่รอดและเสียชีวิตในไม่ช้า

มีความเชื่อกันว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดจากล้อหน้าด้านขวาไม่ทำงานและถูกสั่งระงับมาจากห้องนักขับ

จังหวะที่ชนได้มีชิ้นส่วนของรถพุ่งแทงทะลุหมวกของเขาเข้าไป ซึ่งมันเป็นหมวกรุ่นใหม่ที่เขาทำออกมาแบบบางพิเศษ ซึ่งมันเกิดแผลที่เหนือตาขวาของเขา

เซนน่า มีอาการกระดูกแตกหลายส่วนในส่วนของศรีษะและได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่สมองจนหลอดเหลือดหัวใจฉีกขาดและจบชีวิตลงในที่สุด

ประวัติไอร์เซนน่า

 

ซึ่งมันก็มีการเปิดเผยกันภายหลังอีกว่า เซนน่า เตรียมยกย่องนักแข่งหน้าใหม่ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้อย่าง แรตเซนเบอร์เกอร์  ด้วยการพกธงเข้ามาเตรียมโบกเมื่อเขาแข่งขันจบแต่ทว่าเขาก็ไม่สามารถทำมันได้ในที่สุดและต้องมา

จบชีวิตเช่นเดียวกันโดยสาเหตุหลักๆที่เขาคาดกันว่ามันน่าจะเป็นความกดดันอย่างหนึ่งที่  ทำให้ เซนน่า มุ่งมั่นจนพลาดขนาดนั้นก็คือ- การชนกับรุ่นน้องอย่าง รูเบนส์ บาร์ริเชลโล่ ในการฝึกซ้อมเมื่อวันศุกร์ ซึ่ง เซนน่า ก็ได้เข้าไปเยี่ยมเขา

– การเสียชีวิตของ โรแลนด์ แรตเซนเบอร์เกอร์ เมื่อวันเสาร์ ในรอบ ควอลิฟาย
ชีวิตส่วนตัวเซนน่า เป็นคนนับถือ คริส คาธอลิก

เขามักจะใช้ช่วงเวลาที่อยู่บนเครื่องบินในการเดินทางไปแข่งด้วยการนั่งอ่านพระคัมภีร์ เซนน่า เป็นคนที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับการช่วยเหลือคนที่ยากจนส่วนใหญ่ในบราซิล

หลังจากการตายของเขามีการพบกันว่า เขาได้บริจาค ทรัพย์สินเป็นมูลค่าถึง 400 ล้านดอลล่าสหรัฐ(ประมาน 13,000 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือแก่เด็กยากจน

โดยไม่นานก่อนหน้าที่เขาจะเสียชีวิตเขาก็ได้สร้างองค์กรที่ช่วยเหลือเด็กบราซิล ซึ่งต่อมามันก็กลายเป็น องค์กร ไอร์ตัน เซนน่า เขามักจะพูดว่าการขับรถเป็นการทำให้เขาได้ค้นพบตัวเองในหลายๆ

ด้านเขารู้สึกตื่นเต้นและดีใจทุกครั้งเมื่อได้ขับรถ ในช่วงสุดท้ายของอาชีพการแข่งของเขา เขาแสดงให้เห็นเลยว่าตัวเขาเองเริ่มเป็นกังวลกับอันตรายหรืออุบัติเหตุที่มันอาจจะเกิดขึ้นกับเขา ซึ่งเขาคิดไว้ก่อนหน้านั้นแล้วว่า

เมื่อเขาเลิกขับเขาจะเข้ามาอยู่ในส่วนของการปรับปรุง ด้านความปลอยภัยในการแข่งขัน ฟอร์มูล่า วัน  เซนน่า เป็นคนริเริ่มในการนำรถยนตร์ ออดี้ เข้ามาในประเทศบราซิลและได้

ทำธุรกิจนี้ในปี 1994  โดยตั้งเป็น บริษัท ไอร์ตัน เซนน่า คอมปานี โดยก่อนหน้านั้นเขาเริ่มนำเข้ามาขายอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่ปี 1993  แล้วซึ่งมันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในช่วงปี 1990 เซนน่า เคยได้ผลิตแบรนด์สินค้า

ของตัวเขาเองขึ้นมาโดยมีตัว S ที่มาจากนามสกุลเต็มของเขาคือ เซนน่า ดา ซิลวา เป็นโลโก้โดยผลิตภัณฑ์ก็มีพวก เครื่องแต่งกาย นาฬิกา  จักรยาน(Carrao) และ รถจักรยานย ไอร์ตัน เซนน่า มีสมบัติมากมายหลายอย่างที่มีมูลค่ามหาศาลอย่าง 

ฟาร์มอินทรีย์ในเมือง ตาตุย ในบราซิล , บ้านติดชายหาดที่ อันกร้า ดอส รีแอส บราซิล , อพาร์ทเม้นท์ในเมือง เซา เปาโล , อพาร์ทเม้นท์ในเมือง โมนาโก และบ้านใน อัลการ์ฟ ประเทศโปรตุเกส

กิจกรรมยามว่างของเขาที่เจ้าตัวชื่นชอบก็มี สกีน้ำ , การขี่เจ็ทสกี และ บอร์ดน้ำ นอกจากนั้นเขายังชอบขับเครื่องบินจริงและเล่นเครื่องบินบังคับเป็นชีวิตจิตใจอีกด้วยรวมไปถึงเฮลิคอปเตอร์ก็ไม่เว้น

เซนน่า สอนผมอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องกีฬาแต่ผมก็สอนเขากลับเรื่องมุขตลกขบขัน”  เซนน่า แต่งงานกับ ลิเลียน เด วาสคอนเซลอส ซูซ่า เมื่อปี 1982 เขาทั้งสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มันก็มีปัญหาอย่างมากเหมือกันในการที่

วาสคอนเซลอส จะปรับตัวให้ได้กับชีวิตการเป็นนักแข่งของสามีของเธอ วาสคอนเซลอส เคยบอกมาพูดในทำนองงอลๆสามีว่า

” ฉันรักในสองอย่าง หนึ่งคือสามีฉันและสองคือการแข่งของเขา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขากลับ ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ครอบครัว และไม่มีอะไรเลย”  เซนน่า

มีรายได้ไม่มากนักในช่วงต้นของอาชีพนักแข่งของเขาซึ่งเขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากพ่อของ วาสคอนเซลอส ซึ่งมันก็ทำให้เขาไม่รู้สึกภาคภูมิใจในตัวเขาเองสักเท่าไหร่ ไม่นานทั้งคู่ก็ต้องหย่ากัน

ด้วยการมีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ อเดรียเน่ ยามิน โดย เซนน่า ก็ตัดสินใจขอลูกเก็บไว้เลี้ยงเองและเป็นการจบความสัมพันธ์  15  ปีที่ไม่สวยงามเท่าไหร่นักสำหรับชีวิตคู่ของ

เซนน่า
แต่แล้วในปี 1985 มีการบอกจากพี่เลี้ยงเด็กว่า วาสคอนเซลอส พยายามติดต่อกับลูกสาวของเขาและตามไปร่วมประชุมกับ เซนน่า ตลอด

พวกเขาเกือบได้สานสัมพันธ์กันกลับมาอีกครั้งแต่ทว่าก็ต้องสิ้นสุดกันไป หลังจากในปี 1988 เซนน่า ได้คบหากับ ซูก้า ดาราแห่งประเทศบราซิล

จนถึงปี 1990 เขาก็ได้เลิกกับ ซูก้า และไปอยู่กินกับ คริสติน เฟอร์แรคคุย ที่บ้านของเขาใน  โมนาโก  และ โปรตุเกส ระหว่างปี 1990 และ 1991 ซึ่งหลังจากนั้น เซนน่า  ยังมีความสัมพันธ์กับ

 

กระต่ายยูโรป

กระต่ายยุโรป

 

 

กระต่ายยุโรปก็มีจุดเริ่มต้นเช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ คือเริ่มจากมนุษย์จับกระต่ายยุโรปมาเลี้ยง แต่ระยะเวลาในการเริ่มต้นนำกระต่ายยุโรปมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงเศรษฐกิจชนิดอื่น ๆ แล้วนับว่ามีอายุสั้นกว่ามาก ประวัติการเริ่มต้นนำกระต่ายยุโรปมาเลี้ยง พึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2,000 ปีมานี้ โดยเริ่มในยุคต้นของอาณาจักรโรมัน ประมาณ 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช (116-27 ก่อนคริสต์ศักราช) กระต่ายยุโรป ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบรอยต่อระหว่างทวีปแอฟริกาหและยุโรปตอนใต้ ได้ถูกจับมาเลี้ยงแบบจำกัดเขตตามสวนหรืออุทยานที่มีรั้วหรือกำแพงล้อมรอบแบบกึ่งเลี้ยงกึ่งกระต่ายป่า เพื่อเป็นเกมการล่าสัตว์ของกษัตริย์หรือขุนนาง และเพื่อใช้เป็นอาหารของพวกพระหรือนักบวชชาวโรมันในระหว่างถือบวชก่อน หลังจากนั้นการเลี้ยงกระต่ายก็ค่อย ๆ แพร่หลายไปเรื่อยและมีการพัฒนาขึ้น ทั้งวิธีการเลี้ยงและสายพันธุ์ จากจุดเริ่มต้นของการเลี้ยงในยุโรปตอนใต้ (แถบสเปนและอิตาลีในปัจจุบัน) กระต่ายยุโรปก็ถูกนำไปเลี้ยงแพร่หลายทั่วยุโรป รวมทั้งข้ามไปถึงเกาะอังกฤษ และในยุคกลาง (ราวกลางศตวรรษที่ 17) พวกนักเดินเรือก็นำกระต่ายติดเรือไปด้วย เพื่อใช้เป็นอาหารในเรือและนำไปปล่อยตามเกาะหรือแผ่นดินใหม่ที่ค้นพบ เพื่อใช้เป็นแหล่งอาหาร จึงทำให้กระต่ายแพร่ขยายพันธุ์ไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นสัตว์พื้นบ้านของแต่ละท้องถิ่น ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ในช่วงประมาณปี ค.ศ. 1859 กระต่ายเพียงไม่กี่คู่ได้ถูกนำไปปล่อยตามชายฝั่งของประเทศออสเตรเลีย และในระยะเวลาอีกประมาณ 30 ปี ต่อมากระต่ายเหล่านั้นก็แพร่ขยายพันธุ์ เพิ่มจำนวนมากมายเป็นหลายสิบล้านตัว เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะสม มีอาหารเหลือเฟือ และไม่มีศัตรูตามธรรมชาติคอยลดจำนวนประชากร จนกระต่ายกลายเป็นศัตรูสำคัญของการปลูกพืช ที่รัฐบาลออสเตรเลียปัจจุบันต้องค้นคิดหาวิธีการต่าง ๆ มาลดจำนวนกระต่ายในประเทศลง หรืออย่างประเทศสหรัฐอเมริกา เข้าใจกันว่ากระต่ายถูกนำติดตัวไปกับกลุ่มผู้อพยพจากยุโรปสมัยแรกเพื่อใช้เนื้อเป็นอาหาร และแม้จะมีรายงานว่ากระต่ายที่นำติดตัวไปจากยุโรป จะแพร่พันธุ์ในสภาพป่าเขาธรรมชาติของทวีปอเมริกาไม่ดีนัก แต่จำนวนกระต่ายในอเมริกาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ดังนั้น ในแง่ของการเลี้ยงกระต่าย จึงถือว่ากระต่ายยุโรป เป็นต้นสายพันธุ์ของกระต่ายที่พัฒนามาเป็นกระต่ายเลี้ยงสวยงามต่าง ๆ หลากหลายสายพันธุ์เช่นในปัจจุบัน