เท็นโซ

เท็นโซ (ยามาโตะ)

เท็นโซ (ยามาโตะ)

เท็นโซ (ยามาโตะ)

ยามาโตะ อดีตหน่วยลับ และอดีตเด็กทดลองของ โอโรจิมารุ ฉายา เท็นโซ ผู้ใช้คาถาไม้ มาแทนคาคาชิในทีมคาคาชิที่บาดเจ็บจากภารกิจช่วยเหลือกาอาระจากแสงอุษา

มีความสามารถ ใช้พลังของไม้เป็นส่วนใหญ่ ได้รับ DNA จากรุ่นที่ 1 และยังสามารถใช้วิชาผนึกพลังปีศาจจิ้งจอก 9 หาง ในตัวนารูโตะได้ดี

เป็นรุ่นน้องของคาคาชิ เป็นคนที่นารุโตะกลัวอยู่นิดๆ เพราะเวลาที่นารูโตะขัดใจยามาโตะ เขาจะทำหน้าน่ากลัวใส่นารูโตะ

เป็นสมาชิกของหน่วยลับ (ANBU) ที่ได้รับคำสั่งจากซึนาเดะ ให้เป็นหัวหน้าทีมแทนคาคาชิ ในขณะที่คาคาชิรับการรักษาตัวจากการต่อสู้

ได้รับโค้ดแนมแทนชื่อว่า ยามาโตะ ภารกิจที่ได้รับคือการจับตาดูซาอิ และไปพบกับสายสืบของซาโซริที่ทำงานอยู่กับโอโรจิมารุ เมื่อถอดหน้ากากหน่วยลับของยามาโตะออก หน้าตาของยามาโตะมีส่วนคล้ายกับโฮคาเงะรุ่นที่ 1 รวมทั้งหมวกป้องกันศีรษะก็คล้ายของโฮคาเงะรุ่นที่ 2 ด้วย

เมื่อภารกิจเริ่มขึ้น ความสามารถของยามาโตะเริ่มเป็น ที่สงสัยของซากุระ นั่นเป็นเพราะยามาโตะสามารถใช้วิชานินจาไม้ได้ เมื่อพบกับสายสืบของซาโซริ นั่นคือ คาบูโตะ ที่กลับใจมาทำงานให้กับโอโรจิมารุแล้ว

คาบูโตะโจมตียามาโตะแต่ยามาโตะก็สามารถหลบได้เช่นกัน ทำให้โอโรจิมารุปรากฏตัวออกมา เมื่อโอโรจิมารุพบยามาโตะเข้าจึงทำให้ที่มาของความสา มารถของยามาโตะก็ได้ปรากฏออกมา

นั่นเป็นเพราะว่า ยามาโตะเป็นเด็กที่รอดชีวิตจากการทดลองของโอโรจิมารุ ในการถ่ายยีนของโฮคาเงะรุ่นที่ 1 ลงไปในร่างทารกทั้ง 60 คน ในขณะที่โอโรจิมารุยังอยู่ที่โคโนะฮะ ทำให้ยามาโตะมาความสามารถเหมือนโฮคาเงะรุ่นที่ 1

ภารกิจจบลงที่นารุโตะในร่าง 4 หางอาละวาดจะเข้าสู้กับโอโรจิมารุ จนทำให้โอโรจิมารุหมดแรง แต่นารุโตะก็ต้องถูกยามาโตะใช้พลังของโฮคาเงะรุ่นที่ 1 ควบคุมพลังของสัตว์หางเช่นกัน เมื่อกลับจากภารกิจ

ยามาโตะเป็นกำลังสำคัญในการฝึกวิชาใหม่ของนารุโตะเพราะยามาโตะต้องคอยควบคุมพลังของสัตว์หางให้ นารุโตะเสมอ ซึ่งในการฝึกนี้เองทำให้ชื่อที่จริงของ ยามาโตะปรากฏนั่นคือ “เท็นโช” แต่ก่อนที่วิชาใหม่ของนารุโตะจะสำเร็จ

คาคาชิผู้ที่คอยสอนนารุโตะตลอดการฝึกวิชากลับต้องรับ หน้าที่หัวหน้าทีม 10 แทนอาสึม่า และปล่อยให้นารุโตะต้องฝึกวิชากับยามาโตะกันเพียงลำพัง ภายหลังก่อนที่คาคาชิและสมาชิกทีม 10 (ยกเว้น ชิกามารุ) จะพลาดท่าให้กับคาคุซึ ยามาโตะและนารุโตะก็เข้ามาช่วย ไว้ได้ทัน ผลการต่อสู้ครั้งนั้นจบลงด้วยความตายของคาคุซึโดยวิชาใหม่ของนารุโตะ

      หลังจากนั้นทีมของยามาโตะก็ต้องรับภารกิจใหม่อีกครั้ง นั่นคือภารกิจตามหาอุจิวะ ซาสึเกะ โดยภารกิจครั้งนี้ทีมของยามาโตะทำภารกิจร่วมกับทีม8 ซึ่งมีหัวหน้าทีมคนใหม่คือ คาคาชิ

        ในขณะที่ทั้งสองทีมช่วยกันหาข่าวแล้วไล่ตามซาสึเกะอยู่นั้น ทั้งหมดก็ได้พบกับโทบิที่เข้ามาขวางไว้ หลังจากี่ผ่านภารกิจนี้ไปแล้ว ยามาโตะกับคาคาชิก็พานารุโตะไปหาไรคาเงะเพื่ออ้อนวอนให้ยกโทษให้ซาสึเกะ

        ต่อมาเมื่อกบยักษ์ได้บอกให้นารุโตะไปหาแปดหาง ยามาโตะได้ตามไปด้วย ในช่วงนั้น คาบูโตะและเดอิดาระ (คาถาสัมพเวสีคืนชีพ) ได้โจมตีพวกนารุโตะ โดยทุกคนเพิ่งรู้ว่าที่ที่ทุกคนอยู่ไม่ได้เป็นเกาะแต่เป็นเต่ายักษ์

ในช่วง ที่มาดาระตามล่านารุโตะ และ คิลเล่อบี ยามาโตะได้ไปสอดแนมพวกมาดาระ แต่ถูกคาบูโตะจับได้แล้วถูกมาดาระรีดจักระโฮคาเงะรุ่นที่ 1 ออก เพื่อนำพลังไปให้เซ็ตสึขาว

ได้รับโค้ดแนมแทน ชื่อว่า ยามาโตะ ภารกิจ ที่ได้รับ คือ การจับตาดูซาอิ และ ไปพบกับ สายสืบของ ซาโซริ ที่ทำงานอยู่กับโอโรจิมารุ เมื่อถอดหน้ากาก หน่วยลับของ ยามาโตะออก หน้าตาของยามาโตะมีส่วนคล้าย กับโฮคาเงะรุ่นที่ 1 รวมทั้งหมวกป้องกันศีรษะก็คล้ายของโฮคาเงะรุ่นที่ 2 ด้วย

        เมื่อภารกิจเริ่มขึ้น ความสามารถของยามา โตะ เริ่ม เป็น ที่สงสัยของ ซากุระ นั่นเป็นเพราะยามาโตะสามารถ ใช้วิชานินจาไม้ได้ เมื่อพบกับสายสืบของซาโซริ นั่นคือ คาบูโตะ ที่กลับใจมาทำงานให้กับโอโรจิมารุแล้ว

สมาชิกของหน่วยลับ (ANBU) ที่ได้รับคำสั่งจากซึนาเดะ ให้เป็นหัวหน้าทีมแทนคาคาชิ ในขณะที่คาคาชิรับการรักษาตัวจากการต่อสู้ และ ได้รับโค้ดแนมแทน ชื่อว่า ยามาโตะ ภารกิจที่ได้รับคือการจับตาดูซาอิ และ ไปพบกับ สายสืบของซาโซริที่ทำงานอยู่ กับ โอโรจิมารุ เมื่อถอดหน้ากากหน่วยลับ ของยามาโตะออก หน้าตาของ ยามาโตะมีส่วนคล้าย กับ โฮคาเงะรุ่นที่ 1 รวมทั้งหมวกป้องกันศีรษะก็คล้ายของโฮคาเงะรุ่นที่ 2 ด้วย

เมื่อภารกิจเริ่มขึ้นความสามารถของยามาโตะเริ่มเป็น ที่สงสัยของซากุระ นั่นเป็นเพราะยามาโตะสามารถใช้วิชานินจาไม้ได้ เมื่อพบกับสายสืบของซาโซริ นั่นคือ คาบูโตะ ที่กลับใจมาทำงานให้กับโอโรจิมารุแล้ว คาบูโตะโจมตียามาโตะแต่ยามาโตะก็สามารถหลบได้เช่นกัน ทำให้โอโรจิมารุปรากฏตัวออกมา

 

 สมาชิกของหน่วยลับ (ANBU) ที่ได้รับคำสั่งจากซึนาเดะ ให้เป็นหัวหน้าทีมแทนคาคาชิ ในขณะที่คาคาชิรับการรักษาตัวจากการต่อสู้ และได้รับโค้ดแนมแทนชื่อว่า ยามาโตะ ภารกิจที่ได้รับคือการจับตาดูซาอิ และไปพบกับสายสืบของซาโซริที่ทำงานอยู่กับโอโรจิมารุ เมื่อถอดหน้ากากหน่วยลับของยามาโตะออก หน้าตาของยามาโตะมีส่วนคล้ายกับโฮคาเงะรุ่นที่ 1 รวมทั้งหมวกป้องกันศีรษะก็คล้ายของโฮคาเงะรุ่นที่ 2 ด้วย

เมื่อภารกิจเริ่มขึ้นความสามารถของยามาโตะเริ่มเป็น ที่สงสัยของซากุระ นั่นเป็นเพราะยามาโตะสามารถใช้วิชานินจาไม้ได้

      เมื่อภารกิจเริ่มขึ้น ความสามารถของยามา โตะ เริ่ม เป็น ที่สงสัยของ ซากุระ นั่นเป็นเพราะยามาโตะสามารถ ใช้วิชานินจาไม้ได้ เมื่อพบกับสายสืบของซาโซริ นั่นคือ คาบูโตะ ที่กลับใจมาทำงานให้กับโอโรจิมารุแล้ว

สมาชิกของหน่วยลับ (ANBU) ที่ได้รับคำสั่งจากซึนาเดะ ให้เป็นหัวหน้าทีมแทนคาคาชิ ในขณะที่คาคาชิรับการรักษาตัวจากการต่อสู้ และ ได้รับโค้ดแนมแทน ชื่อว่า ยามาโตะ ภารกิจที่ได้รับคือการจับตาดูซาอิ และ ไปพบกับ สายสืบของซาโซริที่ทำงานอยู่ กับ โอโรจิมารุ เมื่อถอดหน้ากากหน่วยลับ ของยามาโตะออก หน้าตาของ ยามาโตะมีส่วนคล้าย กับ โฮคาเงะรุ่นที่ 1 รวมทั้งหมวกป้องกันศีรษะก็คล้ายของโฮคาเงะรุ่นที่ 2 ด้วย

เมื่อพบกับสายสืบของซาโซริ นั่นคือ คาบูโตะ ที่กลับใจมาทำงานให้กับโอโรจิมารุแล้ว คาบูโตะโจมตียามาโตะแต่ยามาโตะก็ สามารถหลบได้เช่นกัน ทำให้โอโรจิมารุปรากฏตัวออกมา เมื่อโอโรจิมารุพบยามาโตะเข้าจึงทำให้ที่มาของความสา มารถของยามาโตะก็ได้ปรากฏออกมา นั่นเป็นเพราะว่า ยามาโตะเป็นเด็กที่รอดชีวิตจากการทดลองของโอโรจิมารุ

ในการถ่ายยีนของโฮคาเงะรุ่นที่ 1 ลงไปในร่างทารกทั้ง 60 คน ในขณะที่โอโรจิมารุยังอยู่ที่โคโนะฮะ ทำให้ยามาโตะมาความสามารถเหมือนโฮคาเงะรุ่นที่ 1

ภารกิจจบลงที่นารุโตะในร่าง 4 หางอาละวาดจะเข้าสู้กับโอโรจิมารุ จนทำให้โอโรจิมารุหมดแรง แต่นารุโตะก็ต้องถูกยามาโตะใช้พลังของโฮคาเงะรุ่นที่ 1 ควบคุมพลังของสัตว์หางเช่นกัน เมื่อกลับจากภารกิจ ยามาโตะเป็นกำลังสำคัญในการฝึกวิชาใหม่ของนารุโตะเพราะยามาโตะต้องคอยควบคุมพลังของสัตว์หางให้ นารุโตะเสมอ

ซึ่งในการฝึกนี้เองทำให้ชื่อที่จริงของ ยามาโตะปรากฏนั่นคือ “เท็นโช” แต่ก่อนที่วิชาใหม่ของนารุโตะจะสำเร็จ คาคาชิผู้ที่คอยสอนนารุโตะตลอดการฝึกวิชากลับต้องรับ หน้าที่หัวหน้าทีม 10 แทนอาสึม่า และปล่อยให้นารุโตะต้อง

ฝึกวิชากับยามาโตะกันเพียงลำพัง ภายหลังก่อนที่คาคาชิและสมาชิกทีม 10 (ยกเว้น ชิกามารุ) จะพลาดท่าให้กับคาคุซึ ยามาโตะและนารุโตะก็เข้ามาช่วย ไว้ได้ทัน ผลการต่อสู้ครั้งนั้นจบลงด้วยความตายของคาคุซึโดยวิชาใหม่ของนารุโตะ

หลังจากนั้นทีมของยามาโตะก็ต้องรับภารกิจใหม่อีกครั้ง นั่นคือภารกิจตามหาอุจิวะ ซาสึเกะ โดยภารกิจครั้งนี้ทีมของยามาโตะทำภารกิจร่วมกับทีม8 ซึ่งมีหัวหน้าทีมคนใหม่คือ คาคาชิ ในขณะที่ทั้งสองทีมช่วยกันหาข่าวแล้วไล่ตามซาสึเกะอยู่นั้น ทั้งหมดก็ได้พบกับโทบิที่เข้ามาขวางไว้ หลังจากี่ผ่านภารกิจนี้ไปแล้ว ยามาโตะกับคาคาชิก็พานารุโตะไปหาไรคาเงะเพื่ออ้อนวอนให้ยกโทษให้ซาสึเกะ ต่อมาเมื่อกบยักษ์ได้บอกให้นารุโตะไปหาแปดหาง ยามาโตะได้ตามไปด้วย ในช่วงนั้น

ซาอิ

ซาอิ

ซาอิ

ซาอิ

ซาอิ มาร่วมทีมกับนารูโตะและซากุระ โดยมีดันโซเป็นคนแนะนำ ให้มาแทนที่ซาสึเกะที่หายไป ใช้หมึกและภาพวาดเป็นอาวุธ มีวิชานินจาคือ คาถาภาพอสูรสัตว์เทียม เป็นคนในหน่วยราก

        ซาอิเป็นคนที่ต้องพึ่งหนังสือในการเข้ากลุ่มกับพวกนารุโตะ เพราะในตอนแรกซาอิไม่มีความรู้สึก ไร้จิตสำนึก เพราะเมื่อก่อนซาอิเป็นหน่วยราก ปัจจุบันได้แต่งงานกับอิโนะ มีลูกชื่ออิโนะจิน

        ซาอิ เป็นหน่วยรากของโคโนะฮะซึ่งเป็นหน่วยพิเศษกว่าหน่วยลับอันบุ เป็นหน่วยที่ไร้ชื่อ ไร้ความรู้สึก.. ไร้อดีต.. ไร้อนาคตมีเพียงภารกิจเท่านั้น คือ “ราก” ที่มองไม่เห็นด้วยตาคอยค้ำจุนไม้ใหญ่ นามว่า โคโนะฮะยิ่งกว่าใครๆ

โอโรจิมารุมาพบกับทีมของซาอิเข้า จึงเกิดการโจมตีขึ้น นารุโตะจึงให้ซาอิไปตามหาซาสึเกะ โดยนารุโตะจะสู้กับโอโรจิมารุ โอโรจิมารุก็ไปหาซาอิ ยามาโตะค้นกระเป๋าของซาอิแล้วพบหนังสือปกดำเข้านั้นคือบิงโก้บุ๊คเข้าไปช่วยซาอิ แต่แล้วซาอิก็ทรยศคาบูโตะกลับโดยอ้างเพื่อทดสอบสายสัมพันธ์ระหว่างซาสึเกะกับนารุโตะ ทีมยามาโตะได้บุกเข้าไปที่รังลับอีกที โดยแยกเป็น2ทีม ทีมหนึ่งยามาโตะกับซากุระ ทีม2ซาอิกับนารุโตะ

โอโรจิมารุมาพบกับทีมของซาอิเข้า จึงเกิดการโจมตีขึ้น นารุโตะจึงให้ซาอิไปตามหาซาสึเกะ โดยนารุโตะจะสู้กับโอโรจิมารุ โอโรจิมารุก็ไปหาซาอิ ยามาโตะค้นกระเป๋าของซาอิแล้วพบหนังสือปกดำเข้านั้นคือบิงโก้บุ๊ค

มีรายการลอบสังหารและในรายการนั้นก็มีซาสึเกะอยู่ด้วย ซาอิก็พบกับซาสึเกะอีกครั้งเมื่อตอนที่ซาสึเกะนอนอยู่ ซาอิพยายามช่วยนารุโตะ พาซาสึเกะกลับหมู่บ้านแต่แล้วภารกิจกลับล้มเหลว ซาสึเกะก็หนีไปพร้อมกับโอโรจิมารุและคาบูโตะ มี วิชานินจาคือ คาถาภาพอสูรสัตว์เทียม เป็นคนในหน่วยราก

จึงคิดที่จะสมคบกับโอโรจิมารุเพื่อโจมตีโคโนะฮะอีกครั้ง หลังจากทำลายหมู่บ้านแล้วก็สร้างใหม่ตามอุดมคติของตัวเอง ก้าวสู่เวทีเบื้องหน้าอย่างเต็มตัวในฐานะโฮคาเงะจึงให้ซาอิเป็นตัวเชื่อมให้กับดันโซ ก็ตามโอโรจิมารุกับคาบูโตะไป

ขณะที่ซาอิเดินไปรังลับของโอโรจิมารุ คาบูโตะกับโอโรจิมารุก็รู้ว่าถูกตามอยู่จึงให้คาบูโตะใช้ศพในการตบตาคนที่ตามนั้นคือร่างแยกของยามาโตะนั้นเอง ในที่สุดซาอิก็มาถึงรังลับของโอโรจิมารุ ซาอิเจอกับซาสึเกะ ซาอิปั้น หน้ายิ้มใส่ซาสึเกะ แต่ แล้วก็โดนซาสึเกะใช้คาถาลวงตา ซาอิถึงกับฟุบลงพร้อมเหงื่อไหลผ่านบนใบหน้า

ในที่สุดพวกนารุโตะก็ตามมาถึงรังลับของโอโรจิมารุ ก่อนที่จะบุกเข้าไปยามาโตะให้นารุโตะกับซากุระกินเมล็ดที่คล้ายๆกับเครื่องติดตามตัวเป็นปกรณ์

        ทั้งหมดนั้น คือ ความมุ่งมั้นของหน่วย “ราก” ชื่อซาอินั้นก็เป็นชื่อที่ถูกตั้งมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ดันโซมอบหมายภารกิจลับให้กับซาอิ จึงให้ซาอิเข้ามาทำภารกิจของหน่วยรากโดยให้อยู่ในหน่วยที่ 7 แทนที่ของอุจิวะ ซาสึเกะ หน่วย 7 ปกติฮาตาเกะ

        คาคาชิจะ เป็น หัวหน้าทีม แต่คาคาชิกลับเข้าโรงพยาบาลด้วยสาเหตุสภาพร่างกายยังไม่พร้อม เลยให้ยามาโตะรุ่นน้องของคาคาชิมาเป็นหัวหน้าทีมชั่วคราว ซาอิเป็นชื่อที่ดันโซมอบให้เพื่อปฏิบัติภารกิจ

         ซาอิ พบกับ นารุโตะครั้งแรก ช่วงที่นารุโตะเจอกับชิกามารุและโจจิขณะคุยกันเพื่อทดสอบนารุโตะว่ามีฝีมือขนาดไหน

คาบูโตะได้ย้อนกลับมาเอาเอกสารแต่แล้วก็ไม่เจอซาอิ จึงออกไปข้างนอกและเห็นซาอิถูกหัวหน้ายามาโตะมัดกุมไว้อยู่ จึงเข้าไปช่วยซาอิ แต่แล้วซาอิก็ทรยศคาบูโตะกลับโดยอ้างเพื่อทดสอบสายสัมพันธ์ระหว่างซาสึเกะกับนารุโตะ ทีมยามาโตะได้บุกเข้าไปที่รังลับอีกที โดยแยกเป็น2ทีม ทีมหนึ่งยามาโตะกับซากุระ ทีม2ซาอิกับนารุโตะ

โอโรจิมารุมาพบกับทีมของซาอิเข้า จึงเกิดการโจมตีขึ้น นารุโตะจึงให้ซาอิไปตามหาซาสึเกะ โดยนารุโตะจะสู้กับโอโรจิมารุ โอโรจิมารุก็ไปหาซาอิ ยามาโตะค้นกระเป๋าของซาอิแล้วพบหนังสือปกดำเข้านั้นคือบิงโก้บุ๊ค

มีรายการลอบสังหารและในรายการนั้นก็มีซาสึเกะอยู่ด้วย ซาอิก็พบกับซาสึเกะอีกครั้งเมื่อตอนที่ซาสึเกะนอนอยู่ ซาอิพยายามช่วยนารุโตะ พาซาสึเกะกลับหมู่บ้านแต่แล้วภารกิจกลับล้มเหลว ซาสึเกะก็หนีไปพร้อมกับโอโรจิมารุและคาบูโตะ

ซาอิมาพร้อมกับยามาโตะ นารุโตะและซากุระขณะที่คาคาชิกำลังหมดท่าให้กับคาคุซึหนึ่งในแสงอุษา คาคาชิจึงให้ซาอิกับซากุระแยกไปช่วยชิกามารุ ล่าสุดซาอิทำภารกิจตามหาอุจิวะ อิทาจิ โดยมาทีมคิบะร่วมในการตามหาด้วย

 

  ซาอิเคยมีพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วถูกฟื้นคืนชีพด้วยคาบูโตะ ซาอิได้เข้าร่วมสงครามโดยได้ต่อสู้กับชินและผนึกเขาไว้ได้สำเร็จ จึงเข้าร่วมการต่อสู้ในสงครามต่อ หลังสงครามจบซาอิแต่งงานกับอิโนะมีลูกชายชื่อยามานากะ อิโนะจิน

คาบูโตะได้ย้อนกลับมาเอาเอกสารแต่แล้วก็ไม่เจอซาอิ จึงออกไปข้างนอกและเห็นซาอิถูกหัวหน้ายามาโตะมัดกุมไว้อยู่ จึงเข้าไปช่วยซาอิ แต่แล้วซาอิก็ทรยศคาบูโตะกลับโดยอ้างเพื่อทดสอบสายสัมพันธ์ระหว่างซาสึเกะกับนารุโตะ ทีมยามาโตะได้บุกเข้าไปที่รังลับอีกที โดยแยกเป็น2ทีม ทีมหนึ่งยามาโตะกับซากุระ ทีม2ซาอิกับนารุโตะ

โอโรจิมารุมาพบกับทีมของซาอิเข้า จึงเกิดการโจมตีขึ้น นารุโตะจึงให้ซาอิไปตามหาซาสึเกะ โดยนารุโตะจะสู้กับโอโรจิมารุ โอโรจิมารุก็ไปหาซาอิ ยามาโตะค้นกระเป๋าของซาอิแล้วพบหนังสือปกดำเข้านั้นคือบิงโก้บุ๊คเข้าไปช่วยซาอิ แต่แล้วซาอิก็ทรยศคาบูโตะกลับโดยอ้างเพื่อทดสอบสายสัมพันธ์ระหว่างซาสึเกะกับนารุโตะ ทีมยามาโตะได้บุกเข้าไปที่รังลับอีกที โดยแยกเป็น2ทีม ทีมหนึ่งยามาโตะกับซากุระ ทีม2ซาอิกับนารุโตะ

โอโรจิมารุมาพบกับทีมของซาอิเข้า จึงเกิดการโจมตีขึ้น นารุโตะจึงให้ซาอิไปตามหาซาสึเกะ โดยนารุโตะจะสู้กับโอโรจิมารุ โอโรจิมารุก็ไปหาซาอิ ยามาโตะค้นกระเป๋าของซาอิแล้วพบหนังสือปกดำเข้านั้นคือบิงโก้บุ๊คเข้าไปช่วยซาอิ แต่แล้วซาอิก็ทรยศคาบูโตะกลับโดยอ้างเพื่อทดสอบสายสัมพันธ์ระหว่างซาสึเกะกับนารุโตะ ทีมยามาโตะได้บุกเข้าไปที่รังลับอีกที โดยแยกเป็น2ทีม ทีมหนึ่งยามาโตะกับซากุระ ทีม2ซาอิกับนารุโตะ

โอโรจิมารุมาพบกับทีมของซาอิเข้า จึงเกิดการโจมตีขึ้น นารุโตะจึงให้ซาอิไปตามหาซาสึเกะ โดยนารุโตะจะสู้กับโอโรจิมารุ โอโรจิมารุก็ไปหาซาอิ ยามาโตะค้นกระเป๋าของซาอิแล้วพบหนังสือปกดำเข้านั้นคือบิงโก้บุ๊ค

มีรายการลอบสังหารและในรายการนั้นก็มีซาสึเกะอยู่ด้วย ซาอิก็พบกับซาสึเกะอีกครั้งเมื่อตอนที่ซาสึเกะนอนอยู่ ซาอิพยายามช่วยนารุโตะ พาซาสึเกะกลับหมู่บ้านแต่แล้วภารกิจกลับล้มเหลว ซาสึเกะก็หนีไปพร้อมกับโอโรจิมารุและคาบูโตะ มี วิชานินจาคือ คาถาภาพอสูรสัตว์เทียม เป็นคนในหน่วยราก

จึงคิดที่จะสมคบกับโอโรจิมารุเพื่อโจมตีโคโนะฮะอีกครั้ง หลังจากทำลายหมู่บ้านแล้วก็สร้างใหม่ตามอุดมคติของตัวเอง ก้าวสู่เวทีเบื้องหน้าอย่างเต็มตัวในฐานะโฮคาเงะจึงให้ซาอิเป็นตัวเชื่อมให้กับดันโซ ก็ตามโอโรจิมารุกับคาบูโตะไป

 

จึงคิดที่จะสมคบกับโอโรจิมารุเพื่อโจมตีโคโนะฮะอีกครั้ง หลังจากทำลายหมู่บ้านแล้วก็สร้างใหม่ตามอุดมคติของตัวเอง ก้าวสู่เวทีเบื้องหน้าอย่างเต็มตัวในฐานะโฮคาเงะจึงให้ซาอิเป็นตัวเชื่อมให้กับดันโซ ก็ตามโอโรจิมารุกับคาบูโตะไป

ขณะที่ซาอิเดินไปรังลับของโอโรจิมารุ คาบูโตะกับโอโรจิมารุก็รู้ว่าถูกตามอยู่จึงให้คาบูโตะใช้ศพในการตบตาคนที่ตามนั้นคือร่างแยกของยามาโตะนั้นเอง ในที่สุดซาอิก็มาถึงรังลับของโอโรจิมารุ ซาอิเจอกับซาสึเกะ ซาอิปั้น หน้ายิ้มใส่ซาสึเกะ แต่ แล้วก็โดนซาสึเกะใช้คาถาลวงตา ซาอิถึงกับฟุบลงพร้อมเหงื่อไหลผ่านบนใบหน้า

ในที่สุดพวกนารุโตะก็ตามมาถึงรังลับของโอโรจิมารุ ก่อนที่จะบุกเข้าไปยามาโตะให้นารุโตะกับซากุระกินเมล็ดที่คล้ายๆกับเครื่องติดตามตัวเป็นปกรณ์

นินจาที่สอดคล้องกับจักระของยามาโตะ วิธีบุกคือใช้คาถาดินบุกเข้าไปทางใต้พื้นดิน คาบูโตะพาซาอิมาที่ห้องๆหนึ่ง เมื่อคาบูโตะปิดประตูออกไป ซาอิก็เอาหนังสือเล่มสีดำออกมาดู ขณะนั้นพวกนารุโตะก็เดินมาถึงห้องที่ซาอิอยู่ ซาอิจึงเก็บหนังสือเล่มนั้น ยามาโตะให้ซาอิเล่าเกี่ยวกับแผนภารกิจนี้ทั้งหมดให้ฟัง ซาอิจึงเล่าอธิบายทั้งหมดให้ฟัง

       อิได้ใช้วิชาที่ตัวเองถนัดคือการวาดภาพเสมือนสัตว์ อสูรโจมตีแล้วหายไป แล้วมาพบกันอีกครั้งช่วงรวมกลุ่มหน่วย7เพื่อไปปฏิบัติภารกิจตามหาซาสึเกะ ขณะเดินทางก็เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกับนารุโตะ

 ซาอิไปกวนอารมณ์นารุโตะเกี่ยวกับเรื่องซาสึเกะเข้าโดยพูดกับนารุโตะว่า“คนที่ทรยศต่อโคโนะฮะ ไร้ฝีมือแต่กระหายอยากได้พลังถึงกับตะเกียกตะกายไปซบอกโอโรจิมารุ… พวกที่ไม่ต่างหนอนไชขยะอย่างโอโรจิมารุน่ะ

ผมไม่อยากเอาตัวไปเปรียบด้วยอยู่แล้ว”ด้วยเหตุนี้ทำให้นารุโตะโกรธ แต่ซากุระมาห้ามไว้แต่แล้วก็โดนซากุระปั้นหน้ายิ้มชก ใส่ซาอิแต่แล้วที่สุดหัวหน้าทีมยามาโตะก็ห้ามไว้ได้และพาไปบ่อน้ำร้อนพร้อมกับผักพ่อนอีก1คืน พอรุ่งเช้าก็ เริ่มออกเดินทางต่อ ไปพบกับคาบูโตะซึ่งเป็นสปายของซาโซริแห่ง”แสงอุษา” ที่สะพานเท็นจิของหมู่บ้านคุสะงาคุเระ แต่แล้วความก็แตกโอโรจิมารุก็ตามมาด้วย จึงเริ่มการปะทะกัน

ขณะนั้นปะทะกันระหว่างนารุโตะที่ที่แปลงเป็น3หางกับโอโรจิมารุ ซาอิจึงเริ่มภารกิจลับสุดยอดที่ได้รับหมอบหมายมาจากดันโซ ซาอิมาพบ กับ โอโรจิมารุเมื่อโอโรจิมารุสู้กับนารุโตะเสร็จ ซาอิเจรจากับโอโรจิมารุเรื่องวางแผนทำลายโคโนะฮะ เพื่อให้ซึนาเดะสูญเสียตำแหน่งโฮคาเงะ

จึงเข้าไปช่วยซาอิ แต่แล้วซาอิก็ทรยศคาบูโตะกลับโดยอ้างเพื่อทดสอบสายสัมพันธ์ระหว่างซาสึเกะกับนารุโตะ ทีมยามาโตะได้บุกเข้าไปที่รังลับอีกที โดยแยกเป็น2ทีม ทีมหนึ่งยามาโตะกับซากุระ ทีม2ซาอิกับนารุโตะ

โอโรจิมารุมาพบกับทีมของซาอิเข้า จึงเกิดการโจมตีขึ้น นารุโตะจึงให้ซาอิไปตามหาซาสึเกะ โดยนารุโตะจะสู้กับโอโรจิมารุ โอโรจิมารุก็ไปหาซาอิ ยามาโตะค้นกระเป๋าของซาอิแล้วพบหนังสือปกดำเข้านั้นคือบิงโก้บุ๊ค

มีรายการลอบสังหารและในรายการนั้นก็มีซาสึเกะอยู่ด้วย ซาอิก็พบกับซาสึเกะอีกครั้งเมื่อตอนที่ซาสึเกะนอนอยู่ ซาอิพยายามช่วยนารุโตะ พาซาสึเกะกลับหมู่บ้านแต่แล้วภารกิจกลับล้มเหลว ซาสึเกะก็หนีไปพร้อมกับโอโรจิมารุและคาบูโตะ

ซาอิมาพร้อมกับยามาโตะ นารุโตะและซากุระขณะที่คาคาชิกำลังหมดท่าให้กับคาคุซึหนึ่งในแสงอุษา คาคาชิจึงให้ซาอิกับซากุระแยกไปช่วยชิกามารุ ล่าสุดซาอิทำภารกิจตามหาอุจิวะ อิทาจิ โดยมาทีมคิบะร่วมในการตามหาด้วย

โอโรจิมารุมาพบกับทีมของซาอิเข้า จึงเกิดการโจมตีขึ้น นารุโตะจึงให้ซาอิไปตามหาซาสึเกะ โดยนารุโตะจะสู้กับโอโรจิมารุ โอโรจิมารุก็ไปหาซาอิ ยามาโตะค้นกระเป๋าของซาอิแล้วพบหนังสือปกดำเข้านั้นคือบิงโก้บุ๊คเข้าไปช่วยซาอิ แต่แล้วซาอิก็ทรยศคาบูโตะกลับโดยอ้างเพื่อทดสอบสายสัมพันธ์ระหว่างซาสึเกะกับนารุโตะ ทีมยามาโตะได้บุกเข้าไปที่รังลับอีกที โดยแยกเป็น2ทีม ทีมหนึ่งยามาโตะกับซากุระ ทีม2ซาอิกับนารุโตะ

โอโรจิมารุมาพบกับทีมของซาอิเข้า จึงเกิดการโจมตีขึ้น นารุโตะจึงให้ซาอิไปตามหาซาสึเกะ โดยนารุโตะจะสู้กับโอโรจิมารุ โอโรจิมารุก็ไปหาซาอิ ยามาโตะค้นกระเป๋าของซาอิแล้วพบหนังสือปกดำเข้านั้นคือบิงโก้บุ๊ค

มีรายการลอบสังหารและในรายการนั้นก็มีซาสึเกะอยู่ด้วย ซาอิก็พบกับซาสึเกะอีกครั้งเมื่อตอนที่ซาสึเกะนอนอยู่ ซาอิพยายามช่วยนารุโตะ พาซาสึเกะกลับหมู่บ้านแต่แล้วภารกิจกลับล้มเหลว ซาสึเกะก็หนีไปพร้อมกับโอโรจิมารุและคาบูโตะ มี วิชานินจาคือ คาถาภาพอสูรสัตว์เทียม เป็นคนในหน่วยราก

จึงคิดที่จะสมคบกับโอโรจิมารุเพื่อโจมตีโคโนะฮะอีกครั้ง หลังจากทำลายหมู่บ้านแล้วก็สร้างใหม่ตามอุดมคติของตัวเอง ก้าวสู่เวทีเบื้องหน้าอย่างเต็มตัวในฐานะโฮคาเงะจึงให้ซาอิเป็นตัวเชื่อมให้กับดันโซ ก็ตามโอโรจิมารุกับคาบูโตะไป

ขณะที่ซาอิเดินไปรังลับของโอโรจิมารุ คาบูโตะกับโอโรจิมารุก็รู้ว่าถูกตามอยู่จึงให้คาบูโตะใช้ศพในการตบตาคนที่ตามนั้นคือร่างแยกของยามาโตะนั้นเอง ในที่สุดซาอิก็มาถึงรังลับของโอโรจิมารุ ซาอิเจอกับซาสึเกะ ซาอิปั้น หน้ายิ้มใส่ซาสึเกะ แต่ แล้วก็โดนซาสึเกะใช้คาถาลวงตา ซาอิถึงกับฟุบลงพร้อมเหงื่อไหลผ่านบนใบหน้า

ในที่สุดพวกนารุโตะก็ตามมาถึงรังลับของโอโรจิมารุ ก่อนที่จะบุกเข้าไปยามาโตะให้นารุโตะกับซากุระกินเมล็ดที่คล้ายๆกับเครื่องติดตามตัวเป็นปกรณ์

ป๊อปอาย

ป๊อปอาย

ป๊อปอาย

ป๊อปอาย

        ป๊อปอาย เป็นตัวละครการ์ตูน เขียนขึ้นโดยเอลซี่ ซีการ์ (Elzie Segar) ปรากฏตัวครั้งแรกในคอลัมน์การ์ตูน “ทิมเบิล เธียเตอร์” ของ King Feature ในวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2472 ในฐานะตัวละครเสริม

        ต่อมาเนื่องจากตัวละครได้รับความนิยมจากผู้อ่านเป็นอย่างมาก ป๊อปอายได้กลายมาเป็นตัวละครหลักและชื่อคอลัมน์การ์ตูนได้เปลี่ยนเป็น “ป๊อปอาย” และความนิยมนี่เอง ทำให้ต่อมาได้มีการนำไปทำเป็นภาพยนตร์การ์ตูน การ์ตูนโทรทัศน์ รายการวิทยุ หนังสือการ์ตูน วีดีโอเกม สินค้าต่างๆ ฯลฯ

หลังจากการผจญภัยจบลง ป๊อปอายจึงหายจากการ์ตูนไป แต่เนื่องด้วยเสียงตอบรับของผู้อ่าน ป๊อปอายจึงกลับมาอีกครั้ง

        ตัวละครป๊อปอายนั้นได้รับความนิยมมาก ทำให้ตัวละครมีบทบาทมากขึ้น จนกลายมาเป็นตัวละครหลัก โอลีฟจากเดิมที่เป็นแฟนกับ Havold และไม่ค่อยชอบป๊อปอายต่อมาได้เลิกกับ Havold และคบกับป๊อปอายแทน (ทำให้ Havold หายไปจากการ์ตูน) ส่วน Castor Oyl นั้นก็หาทางที่จะทำให้ตัวเองรวยได้เร็วและพาป๊อปอายเข้าร่วมการผจญภัยของเขาอยู่บ่อยครั้ง ก่อนที่จะลงเอยด้วยการเป็นนักสืบ และไม่ปรากฏตัวในคอลัมน์การ์ตูนบ่อยนัก

     ป๊อปอายได้ปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกในคอลัมน์การ์ตูน “Thimble Theatre” ของเอลซี่ ซีการ์ในปี ค.ศ. 1929 ซึ่งเป็นการ์ตูนที่เขียนมานานกว่า 10 ปี ของบริษัท King Features Syndicate Inc. แต่เดิมเนี้อหาจะเกี่ยวกับครอบครัว Olive Oyl และ Ham Garvy ซึ่งป๊อปอายปรากฏขึ้นในฐานะตัวประกอบ แต่ต่อมาป๊อปอายก็ได้เป็นตัวละครเด่นของเรื่อง หลังจากเอลซี่ 
   
    ซีงการเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1938 นักเขียนหลายคนรวมถึงผู้ช่วยของเอลซี่ Bud Sagendorf ก็รับหน้าที่เขียนการ์ตูนต่อ โดยตอนนั้นได้เปลื่ยนชี่อเรื่องเป็น”Popeye”แทนซึ่งวาดโดย Hy Eisman และ พิมพ์ซ้ำโดยใชเนี้อเรื่องเดิมของ Sagendorf ในปี ค.ศ. 1933 ป๊อปอายก็กลายเป็นภาพยนตร์การ์ตูนขนาดสั้นโดย Fleischer Studios
   

         

     โดยใช้ชื่อว่า “Popeye The sailor” ต่อมา Famous Studio ก็มารับช่วงต่อ ตามด้วย King Features Syndicate Inc. เจ้าของลิขสิทธิ์ ในปี ค.ศ.1960 , และ Hanna-Babera Productionในปี ค.ศ.1979 ซึ่งได้เปลื่ยนชื่อเป็น “The all new Popeye hour”ค.ศ.1980

          ในปี พ.ศ. 2503 ทาง King Feature Syndicate ได้สั่งจัดทำการ์ตูนป๊อปอายชุดใหม่สำหรับออกอากาศทางโทรทัศน์ โดยมอบหมายให้สตูดิโอต่างๆ ในการสร้างการ์ตูน สตูดิโอดังกล่าวประกอบด้วย Jack Kinney Productions, Rembrandt Films, Larry Harmon Productions, Halas and Batchelor, Paramount Cartoon Studios (เดิมที่ชื่อว่า Famous Studios) และ Southern Star Entertainment (เดิมทีชื่อว่า Southern Star Productions) โดยงานภาพของการ์ตูนนั้นจะเรียบง่ายกว่าชุดการ์ตูนที่ออกฉายในโรงภาพยนตร์เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยมีต้นทุนการสร้างที่ต่ำกว่าการสร้างการ์ตูนที่ออกฉายในโรงภาพยนตร์ โดยใช้เวลาการสร้าง 2 ปี มีจำนวนตอนทั้งหมด 220 ตอน

ในการ์ตูนชุดนี้ บลูโต คู่ปรับของป๊อปอายได้เปลี่ยนชื่อเป็น บลูตัส เนื่องด้วยความเข้าใจผิดของทาง King Feature ที่คิดว่า ชื่อตัวละคร “บลูโต” นั้นเป็นของพาราเมาท์ แต่ในความเป็นจริง บลูโตนั้นปรากฏตัวครั้งแรกในคอลัมน์การ์ตูน หมายความว่า King Feature นั้นเป็นเจ้าของชื่อตัวละครบลูโตตั้งแต่แรกแล้ว ด้านเนื้อหาของการ์ตูนนั้นจะเน้นไปทีการผจญภัยและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับป๊อปอายมากขึ้น และเพิ่มตัวละครต่างๆ ที่มาจากคอลัมน์การ์ตูนอีกด้วย

     

        ในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2521 การ์ตูนป๊อปอายชุดใหม่ มีชื่อว่า The All New Popeye Hour ได้ออกฉายครั้งแรกบนช่องทีวี CBS ในสหรัฐอเมริกา โดยการ์ตูนชุดนี้ King Feature ได้ให้บริษัท Hanna-Barbera Productions เป็นผู้ดำเนินการสร้าง เป็นรายการการ์ตูนความยาว 1 ชั่วโมงตามชื่อ (แต่ว่าจะมีการ์ตูนป๊อปอายแค่ครึ่งชั่วโมง อีกครึ่งชั่วโมงนั้นจะฉายการ์ตูนเรื่อง Dinky Dog ซึ่งเป็นการ์ตูนของ Hanna Barbera เองและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับป๊อปอายแต่อย่างใด)

ซึ่งตัวการ์ตูนชุดนั้นพยายามที่จะอิงการออกแบบตัวละครมาจากคอลัมน์การ์ตูนให้มากที่สุด รวมถึงการที่บลูตัสกลับมาใช้ชื่อบลูโตอีกครั้ง และลดทอนความรุนแรงลง โดยการ์ตูนชุดนี้ออกอากาศจนถึงปี พ.ศ. 2524 จึงได้ปรับเวลาออกอากาศเป็นครึ่งชั่วโมงและเปลี่ยนชื่อเป็น The Popeye and Olive Comedy Show ออกอากาศจนถึงเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2526

        ตัวละครป๊อปอายนั้นได้รับความนิยมมาก ทำให้ตัวละครมีบทบาทมากขึ้น จนกลายมาเป็นตัวละครหลัก โอลีฟจากเดิมที่เป็นแฟนกับ Havold และไม่ค่อยชอบป๊อปอายต่อมาได้เลิกกับ Havold และคบกับป๊อปอายแทน (ทำให้ Havold หายไปจากการ์ตูน) ส่วน Castor Oyl นั้นก็หาทางที่จะทำให้ตัวเองรวยได้เร็วและพาป๊อปอายเข้าร่วมการผจญภัยของเขาอยู่บ่อยครั้ง ก่อนที่จะลงเอยด้วยการเป็นนักสืบ และไม่ปรากฏตัวในคอลัมน์การ์ตูนบ่อยนัก

แช็กกี้

แช็กกี้

แช็กกี้

แช็กกี้

        นอร์วิลล์ “แช็กกี้” โรเจอร์ (2512-ปัจจุบัน)

        แช็กกี้ เป็นเอกลักษณ์ด้วยเสื้อยืดเก่าๆหลวมๆ กางเกงขาม้า และหุ่นผอมเก้งก้างบวกความตะกละของเขากับสกู๊บ

        ที่ไม่ว่าจะกินเข้าไปมากแค่ไหนก็ยังมีที่ว่างในท้องสำหรับของกินอยู่เสมอ แช็กกี้เวลาพูดมักจะขึ้นคำว่า “คือว่า” แช็กกี้เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม แม้ว่าแช็กกี้จะกลัวผีแต่ก็เป็นหัวใจสำคัญของทีม เพราะว่าต้องฝืนใจเป็นเหยื่อล่อจับผี และสามารถปลอมเสียงคนอื่น และเคยเป็นอดีตนักยิมนาสติก

         แช็คกี้ ปรากฏตัวครั้งแรกใน Scooby-Doo, Where Are You! ในตอน What A Night for a Knight เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2512

The Simpsons

The Simpsons

The Simpsons

The Simpsons

        เดอะซิมป์สันส์ (The Simpsons) เป็นรายการการ์ตูนซิตคอมในสหรัฐอเมริกา สร้างโดย แม็ตต์ เกรนิง สำหรับ บริษัทฟ็อกซ์บรอดแคสติง มีเนื้อเรื่องตลกเสียดสีวิถีชีวิตชนชั้นกลางของชาวอเมริกัน โดยผ่านตัวละครในครอบครัวคือ โฮเมอร์, มาร์จ, บาร์ต, ลิซา และ แม็กกี โดยมีเนื้อหาเกิดที่เมืองที่ชื่อ สปริงฟิลด์ ที่ถากถางมุมมองของสังคมมนุษย์ วัฒนธรรมอเมริกัน สังคมทั้งหมดและวงการโทรทัศน์

แนวความคิดเรื่องตัวละครเกิดจากเกรนิง   ก่อนที่เขาจะนำไปสร้างขึ้นเป็นตอนสั้น ๆ โดยผู้สร้าง เจมส์ แอล. บรูกส์ โดยเกรนิงยังสร้างแคแรกเตอร์ครอบครัวที่ดูผิดปกตินี้โดยตั้งชื่อสมาชิกจากครอบครัวของเขาเอง แต่เปลี่ยนชื่อบาร์ตสำหรับชื่อจริงของเขาเอง ตอนสั้น ๆ นั้นเป็นส่วนหนึ่งในรายการที่ชื่อว่า เดอะ เทรซีย์ อุลแมน โชว์ เมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1987 หลังจากออกฉายได้ 3 ฤดูกาล แบบร่างต่าง ๆ

เริ่มพัฒนาสู่รายการในช่วงไพรม์ไทม์ จำนวนเวลาครึ่งชั่วโมงและได้รับความนิยมในสถานีฟ็อกซ์ และเป็นรายการซีรีส์ของช่องฟ็อกซ์ที่สามารถติดอันดับ 1 ใน 30 อันดับที่มีผู้ชมมากที่สุดในฤดูกาลนั้น (ปี ค.ศ. 1992-1993) 

        หลังจากออกฉายซีรีส์ครั้งแรก เมื่อ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1989 ก็มียอดออกอากาศ 420 ตอนกับ 20 ฤดูกาล และยังจะเริ่มฤดูกาลใหม่อีกในฤดูใบไม้ร่วงในปี ค.ศ. 2008 ส่วนภาพยนตร์ The Simpsons Movie ออกฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลกเมื่อวันที่ 26 และ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 2007 มีรายได้รวม 526.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จนถึงวันนี้

        เดอะซิมป์สันส์ยังได้รับรางวัลอีกมากมาย รวมถึง 23 รางวัลเอ็มมี, 26 รางวัลแอนนี และรางวัลพีบอดี และในวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1999 นิตยสารไทม์พาดหัวข้อว่าเป็น รายการโทรทัศน์ซีรีส์ที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ 20 และในวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 2000 ยังได้รับรางวัลใน ฮอลลีวูดวอล์กออฟเฟม อีกด้วย

        เดอะซิมป์สันส์ยังถือว่าเป็นรายการซิตคอมที่อยู่ยืนยาวที่สุด และเป็นรายการแอนิเมชันของอเมริกาที่ฉายยาวนานที่สุด ส่วนเสียงรำคาญของโฮเมอร์ที่ตะคอกว่า “D’oh!” ก็ได้นำมาบรรจุในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ขณะที่เดอะซิมป์สันส์ มีอิทธิพลต่อการ์ตูนซิตคอมสำหรับผู้ใหญ่อยู่หลายเรื่อง

สกูบี้

สกูบี้ดู

    สกูบี้

สกูบี้ดู

        สกูเบิร์ต “สกูบี้” ดู (2512-ปัจจุบัน)

        สกูบี้-ดู เป็นภาพลักษณ์ของสุนัขเกรทเดน ในสายตาผู้ชมทั่วโลก ในความเป็นตัวอย่างที่ดีของหมาพันธุ์เกรทเดน ด้วยขนสีเหลืองอมน้ำตาล ถูกต้องตามลักษณะสายพันธุ์ สกูบี้ เป็นหมาที่น่าเอ็นดู น่ากอดเป็นที่สุด และเป็นหนึ่งในสมาชิกของแก็งค์ บ.ไขปริศนาลึกลับ

        ซึ่งมักจะตกอยู่ในความวุ่นวาย ท่ามกลางการไขปริศนาอยู่เสมอๆ และเช่นเดียวกับหมาเกรทเดนทุกตัว ที่มักประเมินน้ำหนักตัวเองต่ำไป ซึ่งบรรดาเจ้าของสุนัขพันธุ์นี้ จะรู้ดีว่าเป็นเรื่องปกติ

         สกูบี้ ก็เช่นเดียวกัน และมักจะคำนวณความสามารถ ในการต่อสู้อาชญากรรมผิดไปเสมอ แต่ตรงข้ามกับสิ่งที่บางคนอาจเรียกว่า “ขี้ขลาด” ในการตามล่าผี เจ้าหมาใหญ่ตัวนี้ จะกลายเป็นผู้ที่จับตัวคนร้ายได้ทุกครั้งไป ส่วนคำเรียกตัวเองซึ่งใช้ในตอนที่จับตัวคนร้ายได้และตอนได้ที่ทานขนมสกูบี้ (Scooby Snacks)หรือได้ทานอื่นๆ มักจะพูดว่า สกูบี้-ดูบี้-ดู ให้เสียงพากย์ไทย โดย เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง

        สกูบี้-ดูปรากฏตัวครั้งแรกใน Scooby-Doo, Where Are You! ในตอน What A Night for a Knight เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2512

เรื่องแรกที่เลียนแบบเรื่อง สกูบี้-ดู คือ Josie and the Pussycats (2513) ต่อมาก็มีอีกหลายเรื่องที่เลียนแบบ The Amazing Chan and the Chan Clan (2515), Goober and the Ghost Chasers, Speed Buggy, Butch Cassidy และ the Sundance Kids, and Inch High, Private Eye (2516), Clue Club และ Jabberjaw (2519), Captain Caveman and the Teen Angels (2520), Buford and the Galloping Ghost (2521), The Flintstone Comedy Show (2523)

ในปี 2519 สกูบี้-ดู ได้ไปร่วมกับการ์ตูนในค่ายเดียวกัน (Hanna-Babera) เรื่อง ไดโนมัต สุนัขมหัศจรรย์ (Dynomutt, Dog Wonder) เลยเป็นการ์ตูนที่มีชื่อเรื่อง The Scooby-Doo/Dynomutt Hour (ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น The Scooby-Doo/Dynomutt Show ซึ่งมีตอนใหม่ของ Scooby-Doo, Where Are You! และนำมาออกอากาศใหม่ ในเดือนพฤศจิกายน 2519) ต่อมาในปีเดียวกัน

ได้มีรายการซึ่งมีการรวมดาราของค่าย Hanna-Babera เช่น ไดโนมัต สุนัขมหัศจรรย์, กับตันมนุษย์ถ้ำ กับสาวนักไขปริศนา, หมีโยกี้ โชว์ ชื่อเรื่องว่า Scooby’s All-Star Laff-A-Lympics (2520-2521) และ Scooby’s All-Stars (2521-2522)

ในปี 2522 หลานของสกูบี้-ดู คือ สแคร็บบี้-ดู เป็นสมาชิกคนใหม่ของทีม ไขปริศนาลึกลับ ซึ่งเป็นหลานของสกูบี้-ดู ซึ่งมีนิสัยแตกต่างจากสกูบี้-ดู โดยสิ้นเชิง เลยมีรายการที่มีชื่อว่า Scooby-Doo and Scrappy-Doo ต่อมาในปี 2523

สมาชิกของทีม ไขปริศนาลึกลับ เหลือเพียงแค่ 3 คน คือ สกูบี้-ดู, แช็กกี้, สแคร็บบี้-ดู ได้ไปร่วมกับการ์ตูนในค่ายเดียวกันเป็นครั้งที่ 3 คือเรื่อง ริชชี่ ริช (Richie Rich) เลยเป็นการ์ตูนที่มีชื่อเรื่อง The Richie Rich/Scooby-Doo Show ซึ่งออกอากาศในปี 2523-2525 และ ได้ไปร่วมกับการ์ตูนในค่าย Ruby-Spears

เรื่อง การผจญภัยครั้งใหม่ของลูกสุนัข (The Puppy’s New Adventures) เลยเป็นการ์ตูนที่มีชื่อเรื่อง The Scooby & Scrappy-Doo/Puppy Hour ซึ่งการ์ตูนที่ว่านี้เป็นการ์ตูนสั้นเลยนำมาออกอากาศใหม่ใน Scooby-Doo and Scrappy-Doo 

ซึ่งมักจะตกอยู่ในความวุ่นวาย ท่ามกลางการไขปริศนาอยู่เสมอๆ และเช่นเดียวกับหมาเกรทเดนทุกตัว ที่มักประเมินน้ำหนักตัวเองต่ำไป ซึ่งบรรดาเจ้าของสุนัขพันธุ์นี้ จะรู้ดีว่าเป็นเรื่องปกติ

         สกูบี้ ก็เช่นเดียวกัน และมักจะคำนวณความสามารถ ในการต่อสู้อาชญากรรมผิดไปเสมอ แต่ตรงข้ามกับสิ่งที่บางคนอาจเรียกว่า “ขี้ขลาด” ในการตามล่าผี เจ้าหมาใหญ่ตัวนี้ จะกลายเป็นผู้ที่จับตัวคนร้ายได้ทุกครั้งไป ส่วนคำเรียกตัวเองซึ่งใช้ในตอนที่จับตัวคนร้ายได้และตอนได้ที่ทานขนมสกูบี้ 

        Scooby-Doo, Where Are You! ออกอากาศครั้งแรกเมื่อ วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2512 ซึ่งออกอากาศทางช่อง ซีบีเอส โดยตอนแรกมีชื่อว่า What a Night for a Knight โดยเสียงตัวละครต้นฉบับ คือ Don Messick ให้เสียง สกูบี้-ดู, ดีเจรายการวิทยุ Casey Kasem ให้เสียง แช็กกี้, Frank Welker ให้เสียง เฟรด, Nicole Jaffe ให้เสียง เวลม่า และ Indira Stefanianna Christopherson ส่วนเพลงเปิดการ์ตูนนั้นช่วงแรก จะเป็นเพลงบรรเลง ต่อมาเพลงถูกเขียนโดย David Mook และ Ben Raleigh ต่อมา ในปี พ.ศ. 2515 ได้มีซีรีส์ที่ 2 คือเรื่อง The New Scooby-Doo Movies แต่ที่พิเศษก็คือ ดารารับเชิญซึ่งให้เสียงโดยเจ้าตัวเอง ดารารับเชิญที่มาอย่างเช่น ทีม ฮาร์เล็ม โกลบทรอตเตอร์, 3 พี่น้องจอมยุ่ง, ดอน นอท และ แบทแมน กับ โรบิน ออกอากาศ 2 ซีซั่น จำนวน 24 ตอน

คาคาชิ

คาคาชิ

คาคาชิ

คาคาชิ

        ฮาตาเกะ คาคาชิ เป็น โฮคาเงะรุ่นที่6ของหมู่บ้านโคโนฮะ มีฉายาว่า “เนตรวงแหวนคาคาชิ” หรือ “ก๊อปปี้นินจา” อดีตเคยเข้าสังกัดนินจาหน่วยลับ(อันบุ) ผมสีขาวของคาคาชิได้รับการสืบทอดมาจากพ่อของเขา (ฮาตาเกะ ซาคุโมะ)

ซึ่งมีฉายาว่า “เขี้ยวสีขาวแห่งโคโนฮะ” ซึ่งเป็นหนึ่งนินจาในตำนานของหมู่บ้านโคโนฮะ

        คาคาชิได้รับเนตรวงแหวนจากอุจิวะ โอบิโตะเพื่อนร่วมทีมของเขา มอบให้ก่อนจะเสียชีวิต โดยได้รับการผ่าตัดจากโนฮาระ ริน

        ในระหว่างภารกิจ คาคาชิเป็นศิษย์ของโฮคาเงะรุ่นที่ 4 นามิคาเสะ มินาโตะ เพื่อนร่วมทีมคือ อุจิวะ โอบิโตะ (เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติภารกิจความจริงรอดแต่ไปอยู่กับมาดาระ) และ โนฮาระ ริน

       คาคาชิคลั่งไคล้การอ่านหนังสืออจึ๋ยฯมาก ดังนั้นหากเขายังอ่านไม่จบ แต่มีคนมาเล่าตอนจบของอจึ๋ยฯให้ฟัง เขาจะทนไม่ได้

ซึ่งตรงนี้นับเป็นจุดอ่อนของคาคาชิเลยก็ว่าได้ สังเกตจากตอนที่คาคาชิกลับมาทดสอบฝีมือของอุซึมากิ นารูโตะกับฮารุโนะ ซากุระหลังจากการฝึกวิชามา 2 ปีของทั้งสองคน

       แม่ไม่เคยปรากฏในเนื้อเรื่อง  แต่พ่อ คือ ฮาตาเกะ ซาคุโมะ นินจาอัจฉริยะซึ่งได้รับฉายาว่า “เขี้ยวสีขาวแห่งโคโนฮะ” ซึ่งดังพอๆกับ 3 นินจาในตำนาน เมื่อ 5 ปีก่อน พ่อนำทีมปฏิบัติภารกิจลับสุดยอด ถูกบังคับให้ต้อง “เลือก” ระหว่างปฏิบัติภารกิจต่อ หรือ รักษาชีวิตลูกทีมไว้ พ่อเลือกช่วยชีวิตลูกทีม จึงจำใจสละภารกิจ(ซึ่งตามกฎห้ามละทิ้งภารกิจเด็ดขาด) จากเหตุการณ์ครั้งนั้นได้เกิดผลเสียตามมา พ่อถูกคนในหมู่บ้านตำหนิว่าร้ายสารพัด สุดท้ายแม้กระทั่งเพื่อนร่วมทีมก็ว่าร้ายเขา ทำให้พ่อสิ้นหวังฆ่าตัวตาย ทำให้ตนคิดว่าถ้าพ่อตนทำภารกิจต่อ ก็ไม่มีโทษพ่อตน กับยึดมั่นในกฏทำหน้าที่ให้ลุล่วง

   

 

     ครู  คือ มินาโตะ(ก่อนเป็นโฮคาเงะรุ่นที่ 4) มีเพื่อนร่วมทีมอีก 2 คนคือ อุจิวะ โอบิโตะ กับโนฮาระ ริน ตนเก่งมากตั้งแต่เด็ก เลื่อนขั้นเป็นโจนินตั้งแต่อายุ 13 ปี ยึดถือกฎนินจามาก มักต่อว่าเรื่องโอบิโตะห่วยแตก เบิกเนตรวงแหวนไม่ได้ ทั้งที่มาจากตระกูลอุจิวะ(นิสัยเหมือนนารูโตะ) แต่คอยช่วยคนอ่อนแอ ทั้งคู่ไม่ถูกกัน ส่วนรินเป็นนินจาแพทย์ ที่อ่อนโยน(แอบชอบโอบิโตะ) คอยห้ามทั้งคู่

ในสงครามโลกนินจาครั้งที่ 3 ช่วงปลาย วันหนึ่ง ตอนที่ตนเลื่อน ขั้น เป็นโจนิน มินาโตะ กับริน ก็ให้ของขวัญคือมีดสั้นกับอุปกรณ์การแพทย์พกพา มีเพียงโอบิโตะที่ไม่ได้ให้ มินาโตะ ให้ตนนำทีม แอบไปที่แนวหลังของข้าศึก กับโจมตีสะพานซึ่งเป็นแหล่งลำเลียงยุทธอุปกรณ์ ส่วนมินาโตะ จะไปรับข้าศึกแนวหน้า เมื่อเดินทางไปได้ช่วงหนึ่ง เจอศัตรูที่มาดูลาดเลาซุ่มโจมตีอยู่ ตนจึงใช้พันปักษาที่พึ่งคิดขึ้น จนพลาดท่าถูกสวนกลับ แต่มินาโตะมาช่วยทันก็สั่งห้าม เพราะมีจุดอ่อนตรงที่เร็วเกินไปจนผู้ใช้รับรู้ไม่ทัน

     ตอนกลางคืนโอบิโตะถามมินาโตะเรื่องคาคาชิ มินาโตะเล่าเรื่องพ่อให้ฟัง จนเข้าใจ วันต่อมา มินาโตะแยกตัว กับพวกคาคาชิทำภารกิจต่อ รินถูกจับตัวไป

ทั้งคู่ถกเถียงเรื่องช่วยรินหรือไม่ ตนเลือกทำหน้าที่ แต่โอบิโตะคิดไปช่วยรินกับเตือนสติเรื่องพ่อ

โอบิโตะเกือบเสียท่า ตนที่เข้าใจจึงมาช่วยทัน แต่ถูกฟันเข้าที่ตาซ้าย โอบิโตะโกรธจึงเบิกเนตรวงแหวนสำเร็จ กับช่วยไว้ ทั้งคู่ไปช่วยรินได้ แต่นินจาที่เฝ้าข้างนอกทำให้ผนังถ้ำหล่นลงมา โอบิตะถูกหินทับร่างซีกขวาแหลก เพราะปกป้องตน

ตนเสียใจ ที่ไม่มาช่วยรินร่วมกับโอบิโตะตั้งแต่แรก โอบิโตะยิ้มกับปลอบ กับขอให้รินผ่าตัดย้ายเนตรวงแหวนข้างซ้ายให้ตน เป็นของขวัญสำหรับเลื่อนขั้นเป็นโจนิน

ตนใช้พันปักษา สู้ชนะนินจา แต่กำลังเสริมฝ่ายศัตรูทำถ้ำถล่ม กลบปากหลุมที่โอบิโตะนอนอยู่ ตนจึงพารินหนีออกมาทันตามคำสั่งเสียของโอบิโตะ บอกเรื่องโอบิโตะชอบริน จึงสู้กับพวกนินจาหมดแรงจนสลบไป พอฟื้น อยู่ข้างมินาโตะ (มินาโตะมาช่วยไว้ได้ทันเวลา)

หลังจากที่ภารกิจสำเร็จ สงครามยุติลง นินจาเสียชีวิตในสงครามมากมาย โอบิโตะเป็น 1 ในนั้น เรื่องราวของตนกับโอบิโตะแพร่ขยายออกไปทั่วแคว้น

ตนเบิกเนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผา(มังคโยชาริงกัน)ได้ครั้งแรกจากการที่ฆ่าริน(เฉลยในมังงะตอนที่604) (เนื่องจากตอนนั้นโอบิโตะที่จะไปช่วยกับได้เห็นเหตุการณ์พอดี ความโศกเศร้าของทั้งคู่ทำให้พลังเนตรเพิ่มมากขึ้นเกิดเป็นเนตรกระจกเงาหมื่นบุพผาพร้อมกัน เนื่องจากเนตรคู่นั้น อยู่คนละข้าง ทำให้พลังที่ได้เป็น”คามุย” วิชามิติ ทะลุกับดูดทุกสิ่งขังไว้ในมิติ กับมาดาระเคยพูดว่า เนตรวงแหวนจะทรงพลังเมื่อทั้ง 2 ข้าง

ตอนใช้เนตรกระจกเงาหมื่นบุพผาทีไร ใช้ไม่คล่องและใช้ได้ไม่กี่ครั้ง เมื่อใช้แล้วจะสูญเสียจักกระมากทำให้ต้องเข้าโรงพยาบาลทุกครั้ง

โดยตนสงสัยโทบิที่ใช้คามุยเชื่อมกันตน โดยโทบิพูดจาเหมือนรู้จักตน พอรู้ว่าตัวจริงของโทบิคือโอบิโตะ ก็รู้สึกผิดเรื่องรินมาก ตอนสู้ตัดสินกันตนชนะ

ตอนโอบิโตะถูกดึงสัตว์หางทั้ง 9 ออกไป ตนคิดฆ่าโอบิโตะ แต่ถูกมินาโตะห้ามไว้ ทั้งคู่เตือนสติโอบิโตะ ทีม 7 สู้กับผนึกคางูระ เพราะโอบิโตะสละชีวิตปกป้องตนกับมอบพลังเนตรวงแหวนครั้งสุดท้ายให้ ตนจึงบอกลา

หลังจบสงคราม ตนเลื่อนขั้นเป็นโฮคาเงะรุ่นที่ 6

        ฮาตาเกะ คาคาคาชิ เป็น โฮคาเงะรุ่นที่6ของหมู่บ้านโคโนฮะ มีฉายาว่า “เนตรวงแหวนคาคาชิ” หรือ “ก๊อปปี้นินจา” อดีตเคยเข้าสังกัดนินจาหน่วยลับ(อันบุ) ผมสีขาวของคาคาชิได้รับการสืบทอดมาจากพ่อของเขา (ฮาตาเกะ ซาคุโมะ) ซึ่งมีฉายาว่า “เขี้ยวสีขาวแห่งโคโนฮะ” ซึ่งเป็นหนึ่งนินจาในตำนานของหมู่บ้านโคโนฮะ คาคาชิได้รับเนตรวงแหวน  จาก อุจิวะ โอบิโตะเพื่อนร่วมทีมของเขา มอบให้ก่อนจะเสียชีวิต

โดยได้รับการผ่าตัดจากโนฮาระ ริน ในระหว่างภารกิจ คาคาชิเป็นศิษย์ของโฮคาเงะรุ่นที่ 4 (นามิคาเสะ มินาโตะ) เพื่อนร่วมทีมคือ อุจิวะ โอบิโตะ  (เสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติภารกิจความจริงรอดแต่ไปอยู่กับมาดาระ)  และ โนฮาระ ริน คาคาชิคลั่งไคล้การอ่านหนังสืออจึ๋ยฯมาก ดังนั้นหากเขายังอ่านไม่จบ แต่มีคนมาเล่าตอนจบของอจึ๋ยฯให้ฟัง เขาจะทนไม่ได้ (ประมาณว่าเสียอรรถรสในการอ่านนั่นแหละ) ซึ่งตรงนี้นับเป็นจุดอ่อนของคาคาชิเลยก็ว่าได้ (สังเกตจากตอนที่คาคาชิกลับมาทดสอบฝีมือของอุซึมากิ นารูโตะกับฮารุโนะ ซากุระหลังจากการฝึกวิชามา 2 ปีของทั้งสองคน)

โอบิโตะเกือบเสียท่า ตนที่เข้าใจจึงมาช่วยทัน แต่ถูกฟันเข้าที่ตาซ้าย โอบิโตะโกรธจึงเบิกเนตรวงแหวนสำเร็จ กับช่วยไว้ ทั้งคู่ไปช่วยรินได้ แต่นินจาที่เฝ้าข้างนอกทำให้ผนังถ้ำหล่นลงมา โอบิตะถูกหินทับร่างซีกขวาแหลก เพราะปกป้องตน

 

ซากุระ

ซากุระ

ซากุระ

ซากุระ

        ฮารุโนะ ซากุระ เริ่มปรากฏในมังงะบทที่ 3 และอนิเมะตอนที่2 เกิดในวันที่ 28 มีนาคม เลือดกรุ๊ป O มีพ่อชื่อ ฮารุโนะ คิซาชิ แม่ชื่อ ฮารุโนะ เมบุกิ ฉายา ซึนาเดะรุ่นที่ 2

        ซากุระเป็นนินจาที่ฉลาด หลังจากที่ซากุระได้เดินทางร่วมทุกข์ร่วมสุขกันกับกลุ่ม 7 ประกอบด้วย ซากุระ นารูโตะ ซาสึเกะ มานาน เธอตกหลุมรักซาสึเกะอย่างมาก แต่รู้สึกชอบนารูโตะในฐานะเพื่อน

        ในตอนท้าย ซาสึเกะ เป็นนินจาถอนตัวไปแล้ว นารูโตะ ก็บาดเจ็บจากการต่อสู้ เธอรู้สึก เสียใจมากที่ช่วยอะไรไม่ได้เลย เธอจึงไปขอเป็นลูกศิษย์ของซึนาเดะ ซึ่งเป็นนินจาแพทย์ที่เก่งที่สุดในเรื่องใช้วิชารักษาคน

แล้วซากุระก็เป็นนินจาที่มีพลังคล้ายๆกับอาจารย์ของเธอ ซึ่งซากุระนั้นมีพลังทำลายล้างสูงเหมือนซึนาเดะ แค่เธอต่อยลงพื้นที่เดียวแผ่นดินก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ แถมยังถนัดวิชาภาพลวงตาอีก

        แล้วยังเป็นนินจาที่แข็งแกร่งมากในด้านพลัง มีจักระมหาศาล ทำลายกำแพงหรือทำดินให้แตกเป็นหลุมหรือแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยการอัด ต่อย หรือฟาดเท้าเพียงครั้งเดียว แต่ในช่วงสงครามโลกนินจาครั้งที่ 4 นั้น การต่อสู้กับ 10 หางร่วมกับทุกคนในทีม 7 อีกครั้ง

ทำให้ซากุระ สามารถใช้ คาถาต้องห้ามได้ นั่นก็คือคาถาเบียคุโก เป็นวิชารักษาขั้นสูงสุดของนินจาแพทย์แบบซึนาเดะอาจารย์ของเธอและสามารถอัญเชิญคัตสึยุมารักษาทุกคนที่บาดเจ็บได้อีกด้วยทั้งๆที่ พึ่งใช้เบียคุโกได้แต่สามารถใช้คาถารักษาระยะไกลของคัตสึยุได้

        ภายหลังจากจบสงครามนินจาครั้งที่ 4 ซากุระได้แต่งงานกับซาซึเกะและเปลี่ยนเป็นใช้นามสกุลของสามีอีกด้วยเป็น​”อุจิวะ​ ​ซากุระ” และมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน ชื่อว่า อุจิวะ ซาราดะ

ซาสึเกะ

ซาสึเกะ

ซาสึเกะ

ซาสึเกะ

        อุจิวะ ซาสึเกะ  เริ่มปรากฏในมังงะบทที่ 3 และอนิเมะตอนที่2 เกิดในวันที่ 26 ตุลาคม เลือดกรุ๊ปAB มีพ่อชื่อ อุจิวะ ฟุงาคุ แม่ชื่อ อุจิวะ มิโกโตะ พี่ชายชื่อ อุจิวะ อิทาจิ ฉายา เด็กชายผู้รอดชีวิต

        เป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูลอุจิวะ เป็นผู้มีความสามารถในการใช้เนตรวงแหวน หลังจากการที่โดนพี่ชายล้างตระกูลเพื่อให้ซาสึเกะแข็งแกร่งขึ้น

         ปัจจุบันได้เปิดเนตรสังสาระจากการได้เซลล์ ฮาชิรามะ ที่คาบูโตะเอามาใส่ แล้วได้พลังจากเซียน 6 วิถีช่วยปลุก เป็นคนฆ่าโอโรจิมารุ แต่ก็เรียกโอโรจิมารุออกมาอีกครั้งจากอักขระของอังโกะ

         ภายหลัง อุจิวะ ซาสึเกะ ก็ได้เข้าร่วมกลุ่มแสงอุษา และในตอนหลังนั้น เมื่อสงครามโลกนินจาครั้งที่ 4 เกิดขึ้น อุจิวะ ซาสึกะ ได้ร่วมสู้กับนารูโตะและเพื่อนๆ เพื่อกำจัด อุจิวะ มาดาระ แล้วได้ยอมรับความสามารถของนารูโตะ และออกเดินทาง แต่เขาก็มีลูกกับซากุระ 1 คน คือ อุจิวะ ซาราดะ(ปัจจุบันมีเนตรสังสาระข้างซ้าย)

นารูโตะ

นารูโตะ

นารูโตะ

นารูโตะ

        อุซึมากิ นารูโตะ เริ่มปรากฏในมังงะบทที่ 1 และอนิเมะ ตอนที่ 1 เกิดในวันที่ 10 ตุลาคม เลือดกรุ๊ป B มีพ่อชื่อ นามิคาเสะ มินาโตะ แม่ชื่อ อุซึมากิ คุชินะ พ่ออุปถัมภ์ชื่อ จิไรยะ ฉายา ผู้กอบกู้โลกใบนี้

        เป็นนินจาของหมู่บ้านโคโนฮะ มีชีวิตที่น่าสงสารในวัยเด็ก เป็นผู้ที่ถูกผนึกจิ้งจอกเก้าหางใว้ในท้องโดยโฮคาเงะรุ่น ที่ 4 พ่อของตน มีนิสัยร่าเริง รักสนุก

        นอกจากนี้ ยังเป็นศิษย์ของหนึ่งในสามนินจาในตำนาน “จิไรยะ” แอบชอบสาวซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีมและก็ได้สัญญากับตัวเองเอาไว้ว่า ฉันจะต้องเป็นโฮคาเงะให้ได้

        แล้วหลังจากจบสงครามนินจาลง ก็ได้ทำตามความฝันจนได้เป็น “โฮคาเงะรุ่นที่7” และได้มีลูกกับ ฮิวงะ ฮินาตะ 2 คน คือ อุซึมากิ โบรูโตะ กับ อุซึมากิ ฮิมาวาริ ซึ่งฮิมาวาริแปลว่าดอกทานตะวัน