เนื้อผัดน้ำมันหอย

เนื้อผัดน้ำมันหอย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เนื้อผัดน้ำมันหอย

เนื้อผัดน้ำมันหอย อร่อยแบบฉ่ำๆ เลือกใช้เนื้อสันใน นุ่มละลายในปาก เนื้อชุ่มๆ กับส่วนผสมของซอส เห็นเป็นชื่อว่าน้ำมันหอย แต่ก็มีซอสอื่นๆ เป็นส่วนผสมอีกมากมาย งานนี้ไม่ควรพลาดเด็ดขาด
สูตร เนื้อผัดน้ำมันหอย
งานนี้ไม่พูดมาก เตรียมข้าวหอมรอไว้เลย
ส่วนผสมที่ 1 หมักเนื้อ
ซีอิ๊วขาว 10 กรัม
พริกไทยป่น 1 กรัม
น้ำตาลทราย 5 กรัม
แป้งข้าวโพด 5 กรัม
เนื้อสันใน 300 กรัม
ส่วนผสมที่ 2 ผัดเนื้อน้ำมันหอย
ซอสหอยนางรม 40 กรัม
ซีอิ๊วหวาน 3 กรัม
น้ำปลา 5 กรัม
น้ำตาลทราย 5 กรัม
ซีอิ๊วขาว 5 กรัม
น้ำมันรำข้าว 40 กรัม
กระเทียม​ (สับ) 20 กรัม
น้ำสะอาด (เล็กน้อย)
หอมหัวใหญ่ 100 กรัม
พริกชี้ฟ้า 30 กรัม
เหล้าจีน 10 กรัม
ต้นหอม 25 กรัม
วิธีทำ เนื้อผัดน้ำมันหอย
1. ผสมเครื่องหมักเนื้อ ใส่ซีอิ๊วขาว พริกไทยป่น น้ำตาลทราย และแป้งข้าวโพด ผสมลงไปในถ้วยผสม หมักกับเนื้อ ทิ้งไว้ 20 นาที
2. ผสมซอสสำหรับผัด มีซอสหอยนางรม ซีอิ๊วหวาน น้ำปลา น้ำตาลทราย และซีอิ๊วขาว คนให้เข้ากัน
3. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน รอจนน้ำมันเริ่มร้อน ใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้พอเหลือง
4. ใส่เนื้อลงไปผัด จากนั้นก็ใส่ซอสที่ผสมไว้ลงไป ผัดให้เข้ากัน เมื่อเนื้อเริ่มแห้ง ให้เติมน้ำใส่ถ้วยซอส เทลงไปผัดต่อจนเข้ากัน
5. ใส่หอมหัวใหญ่ และพริกชี้ฟ้าแดง ผัดจนหอมหัวใหญ่สุก จากนั้นให้เทเหล้าจีนลงไปที่ขอบกระทะเป็นวงๆ เพื่อความหอม ขั้นตอนสุดท้าย ใส่ต้นหอมลงไป ผัดแค่สองสามครั้งแล้วตักใส่จานเสิร์ฟทันที

หมูกรอบชาชู

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ หมูกรอบชาชู

หมูกรอบชาชู งานดีมันจะน่ากินประมาณนี้
ส่วนผสม
หมูสามชั้น
เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วย
พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ
ใบกระวาน 4-5 ใบ
ส่วนผสมน้ำจิ้ม
พริก 10-15 เม็ด
กระเทียม 5-8 กลีบ
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ
ใบโหระพา
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
เตรียมหมูสามชั้น เอามีดปลายแหลมจิ้มไปตรงหนังหมูให้ทั่ว จากนั้นก็ทาเกลือ พัก 15 นาที
จากนั้นก็นำหมูสามชั้นไปแช่กับน้ำส้มสายชู โดยเอาด้านหนังหมูลงไปหมัก
เตรียมเชือกสำหรับมัดหมู ม้วนหมูสามชั้นให้เป็นโรล แล้วมัดเชือกให้แน่น
นำหมูสามชั้นไปต้ม โดยใส่พริกไทยเม็ดและใบกระวานลงไปในน้ำที่ต้มด้วย ต้มจนสุกแล้วนำไปตากแดดให้หนังหมูแห้งตึง
5 น้ำหมูสามชั้นที่ตากแดดแล้วมาทอดให้หนังกรอบ พอหมูสุกเหลืองแล้วนำขึ้นมา หั่นให้เป็นแว่นๆ เหมือนหมูชาชู ขั้นตอนการทำน้ำจิ้ม
นำพริก กระเทียม น้ำปลา น้ำมะนาว และ น้ำส้มสายชู ใส่ลงไปในเครื่องปั่น ตามด้วย ใบโหระพา และน้ำตาลปี๊บ เปิดเครื่องปั่นจนละเอียด เสร็จแล้วก็ใส่ถ้วยน้ำจิ้ม เสิร์ฟคู่กับหมูกรอบชาชูได้เลยค่ะ

สุวิทย์ แซ่ตั้ง

สุวิทย์ แซ่ตั้ง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สุวิทย์ แซ่ตั้ง

 

นภามีชื่อจริงว่า สุวิทย์ แซ่ตั้ง ชื่อเล่น ไก่ เกิดเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 ที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา มีพี่น้องทั้งหมด 8 คน เป็นชาย 7 หญิง 1 คน ซึ่งพี่น้องที่เป็นชายทั้ง 7 คนนั้นถูกฝึกให้เป็นนักมวยไทยทั้งหมด เพราะครอบครัวของนภามีกิจการค่ายมวยชื่อ “ลูกโชคชัย” กระทั่งอายุได้ 14 ปี จึงเริ่มเข้าสู่วงการมวยอย่างจริงจัง

เริ่มชกครั้งแรก ได้ค่าตัวแค่ 50 บาท ตระเวนชกมวยไทยอยู่ในละแวกจังหวัดนครราชสีมาร่วม 200 กว่าครั้ง จนเริ่มมีชื่อเสียงภายในจังหวัด จึงเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครด้วยวัย 19 ปีตามพี่ชาย โดยสังกัดค่าย “ลูกมาตุลี” ของ “แก้ว โคซี่” แก้ว ดุสิตรัตนกุล[1] เป็นผู้จัดการ ขึ้นชกที่เวทีลุมพินีหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ชกแพ้มากกว่าชนะ ในชื่อ “โชคชัยจิ๋ว ณ พัทยา” จึงมีชื่อที่แฟนมวยเรียกกันติดปากว่า ไอ้จิ๋ว โดยชกครั้งสุดท้ายถึงขั้นกรามหัก[2] จึงหันมาชกมวยสากล โดยขึ้นชกครั้งแรกเมื่อ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2530 ชนะคะแนน

จอมพิชิต เกียรติธวัช จากนั้น ชกชนะรวดอีก 3 ครั้ง “บึ๊กอึ่ง” สหสมภพ ศรีสมวงศ์ ในขณะนั้นสร้างนักมวยหลายคนประสบความสำเร็จเป็นแชมป์โลก ได้สนับสนุนนภา โดยได้ชิงแชมป์อินเตอร์เนชั่นแนล (แชมป์เงา) รุ่นสตอร์วเวท ของสภามวยโลก (WBC) ที่อินโดนีเซีย

ซึ่งนภาชนะคะแนน นิกโก้ โธมัสได้แชมป์มาครอง เมื่อได้แชมป์อินเตอร์ฯ มาแล้ว ได้ป้องกันตำแหน่งแชมป์ครั้งหนึ่ง จึงได้มีโอกาสขึ้นชิงแชมป์โลกของจริงในรุ่นนี้ กับ ฮิโรกิ อิโอกะ เจ้าของตำแหน่งชาวญี่ปุ่น ที่เมืองโอซาก้า ซึ่งนภาที่ผ่านมาชกมวยสากลมาเพียง 6 ไฟท์ เท่านั้นเอง กลับทำได้ดีกว่า น่าจะเป็นผู้ชนะ แต่เมื่อผลการรวมคะแนนออกมา กลับกลายเป็นเสมอกันไป อีกทั้งกรรมการห้ามบนเวทีได้ยุติการชกไปในยกที่ 12

ซึ่งเป็นยกสุดท้าย ทั้งที่มีเวลาเหลืออีกประมาณ 32 วินาที ทำให้การชกครั้งนี้ได้มีการประท้วงกันอย่างรุนแรงลุกลามไปถึงขั้นที่มีการประท้วงกันถึงหน้าสถานทูตญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยผู้ขับรถแท็กซี่[3] ในที่สุด สภามวยโลกได้ตัดสินให้มีการชกนัดล้างตาอีกครั้ง ในคราวนี้ นภาสามารถทำได้ และเป็นผู้ชนะไป กลายเป็นแชมป์โลกคนที่ 13 ของไทย และเป็นคนที่สองที่สามารถได้แชมป์ถึงต่างแดน (คนแรกคือ แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ได้แชมป์สมัยที่ 2 จากสเปน) แต่เมื่อได้แชมป์มา นภา ก็ครองตำแหน่งอยู่ได้ไม่ถึงปี

หลังจากป้องกันตำแหน่งครั้งแรกและกลับไปที่ญี่ปุ่นเพื่อป้องกันตำแหน่งกับ ฮิโรกิ อิโอกะ คู่ปรับเดิมแล้ว นภาก็ไปเสียตำแหน่งด้วยการแพ้น็อกในยกที่ 12 ในการป้องกันครั้งที่ 2 กับ ชอย จุมฮวาน นักมวยชาวเกาหลีใต้ ถึงโซล ประเทศของผู้ท้าชิงเอง หลังเสียแชมป์โลก หลังจากเสียตำแหน่งไปแล้ว นภาขึ้นชกอุ่นเครื่องชนะคะแนน โรแลนโด พลาสคัว

ก่อนจะได้ไปชิงแชมป์โลกกับฮิเดยูกิ โอฮาชิ เมื่อ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2533 ซึ่งนภาเป็นฝ่ายแพ้คะแนนไป จากนั้น นภาขึ้นชกชนะคะแนน ไฮเม่ อาลีควิน อีกเพียงครั้งเดียวเมื่อ 27 กันยายน พ.ศ. 2533 นภาก็เลิกชกมวยไปเป็นนักร้องตามคาเฟ่อยู่ระยะหนึ่งในที่สุดก็กลับมาชกมวยอีกครั้งหนึ่งเมื่อ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2534 ชนะคะแนนปาร์ค ยองพิลจากเกาหลีใต้ ชกชนะอีก 2 ครั้ง นภาก็ได้ไปชิงแชมป์โลกที่สหรัฐเมื่อ 14 กันยายน พ.ศ. 2535 แพ้น็อก

ฮุมเบอร์โต กอนซาเลซ ยก 2 ที่ลอสแอนเจลิส ในการชิงแชมป์โลกรุ่นไลท์ฟลายเวท (108 ปอนด์) WBC[4] จากนั้น ไปชกที่ญี่ปุ่นเมื่อ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2535 แพ้น็อค อลา วิลล่ามอร์ ยก 2 นภาจึงเลิกชกมวยไปอีกครั้ง นภาไปเป็นนักร้องตามคาเฟ่อีก แต่เนื่องจากรายได้จากการเป็นนักร้องไม่มั่นคง นภาจึงพยายามกลับมาชกมวยอีกแม้สภาพร่างกายจะไม่ไหว โดยหันมาใช้ชื่อ “นภา เกียรติสมภพ” ขึ้นชกเมื่อ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2539 ชนะคะแนน รามิล นีลเก้ หลังจากนั้นนภามีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาจึงต้องหยุดชกไปอีก

จนใน พ.ศ. 2540 ญี่ปุ่นได้ติดต่อนภาไปชกนอกรอบกับนักมวยของตน ซึ่งนภาได้เดินทางไปชกกับคัง ชอลโฮ นักมวยเกาหลีเหนือ เมื่อ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2540 และเป็นฝ่ายแพ้คะแนนไป หลังจากนั้น นภาได้ไปชกที่ญี่ปุ่นอีก 3 ครั้ง ซึ่งนภาแพ้แบบไม่ครบยกทั้งสิ้น หลังจากที่ขึ้นชกครั้งสุดท้าย เมื่อ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2543 แพ้น็อค โอชิยากิ มัตสุมูระ ยก 7 แล้ว นภาก็ไม่ได้ขึ้นชกมวยอีกเลย ปัจจุบัน นภา เกียรติวันชัย ก็ยังคงประกอบอาชีพเป็นนักร้องตามคาเฟ่หรือสถานบันเทิงต่าง ๆ อยู่เหมือนเดิม แต่ด้วยความที่เป็นนักร้องชายจึงมีรายได้รวมถึงค่าทิปไม่ถึง 10,000 บาทต่อเดือนด้วยซ้ำ

จึงมีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างขัดสน [5]และยังมีปัญหาสุขภาพด้านดวงตาที่เริ่มจะมองไม่เห็น[1]ซึ่งเริ่มมาจากการชกแพ้น็อกยก 2 กับกอนซาเลซ[2] ในชีวิตความเป็นนักร้องของนภา เคยตกต่ำถึงขนาดได้ค่าตัวเพียงวันละ 20 บาท[1] และยังเคยแสดงนำในมิวสิควีดีโอ เพลง หนุ่มน้อยคาเฟ่ ของสันติ ดวงสว่าง ซึ่งเสมือนเป็นการตีแผ่ชีวิตตัวเอง ซึ่งเพลงนี้ก็กลายมาเป็นเพลงประตัวของนภา ต่อมา นภาได้รับการติดต่อว่าจะมีการช่วยเหลือจากสภามวยโลกด้านการเงินเป็นจำนวน 400 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ 12,000 บาท

ผัดไทยกุ้งสดห่อไข่

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

วัตถุดิบผัดไทยกุ้งสดห่อไข่

1. กุ้งสด 3 ตัว

2. เส้นจันท์ 50 กรัม

3. น้ำมะขามเปียก 1 ถ้วย

4. น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ

5. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

6. ไชโป๊วสับ 1 ช้อนโต๊ะ

7. กุยช่ายหั่น 2 ต้น

8. เต้าหู้ 1 ช้อนโต๊ะ

9. ถั่วงอก 1 กำมือ

10. ไข่ไก่ (สำหรับผัด) 1 ฟอง

11. ไข่ไก่ (สำหรับห่อ) 1 ฟอง

12. กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ

13. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ

14. กุ้งแห้ง 1 ช้อนโต๊ะ

15. ถั่วลิสงบด ตามชอบ

16. พริกป่น ตามชอบ

17. มะนาว ตามชอบ

18. น้ำตาลทราย ตามชอบ

19. ถั่วงอก และกุยช่าย สำหรับจัดเสิร์ฟ
วิธีทำ
STEP 1 : ทำซอสผัดไทย
– นำ กระทะ Circulon รุ่น Chocolate ขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทน้ำมะขามเปียกลงไป ตามด้วยน้ำตาลปี๊บ และน้ำปลา เคี่ยวจนน้ำข้นขึ้น
กระทะ Circulon รุ่น Chocolate
ใส่น้ำตาลปี๊บ
STEP 2 : ผัด
– นำ กระทะ Circulon รุ่น Chocolate ขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทน้ำมันพืชลงไป ตามด้วยกระเทียมสับ เต้าหู้ ไชโป๊วสับ และกุ้งแห้ง ผัดจนเหลืองหอม
– ใส่กุ้งสดลงไป ตามด้วยไข่ไก่ (สำหรับผัด) ผัดจนกุ้งเปลี่ยนเป็นสีส้ม และสุก
– ใส่ซอสผัดไทยลงไป ตามด้วยเส้นจันท์ ผัดจนเส้นนิ่ม จากนั้นใส่ถั่วงอก แบะกุยช่ายหั่น ผัดพอเข้ากัน แล้วยกออกพักไว้
ผัดกระเทียมสับ เต้าหู้ ไชโป๊วสับ และกุ้งแห้ง
ผัดจนเส้นจันท์นิ่ม
STEP 3 : จัดเสิร์ฟ
– นำ กระทะ Circulon รุ่น Chocolate ขึ้นตั้งไฟปานกลาง และรอจนร้อน

– ตอกไข่ไก่ (สำหรับห่อ) ใส่ชาม ตีให้ไข่ขาว และไข่แดงเข้ากัน จากนั้นเทลงบนกระทะ และกลิ้งไข่ให้ทั่ว ๆ

– แยกกุ้ง แล้วใส่ผัดไทยลงไป พับไข่เข้าหากัน ใช้จานปิดไว้ แล้วพลิกผัดไทยใส่จาน

– วางกุ้งที่แยกไว้ลงไป ตามด้วยมะนาว ถั่วงอก และกุยช่าย

– ใช้มัดกรีดไข่ เปิดหน้าออก โรยถั่วลิสงบด และเสิร์ฟพร้อมเครื่องปรุง ได้แก่ น้ำตาลทราย และพริกป่น

ห่อไข่

ผัดไทยกุ้งสดห่อไข่
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับเมนู “ผัดไทยกุ้งสดห่อไข่” หน้าตาน่ากินมาก ทำไม่ยากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวซอส ผัดไทย และการห่อไข่ เพียงเพื่อน ๆ มี กระทะ Circulon รุ่น Chocolate ติดครัวไว้ ก็สามารถทำให้ไข่ออกมาสวย ไม่ติดกระทะ วัสดุที่ใช้ทำกระทะทนทานแข็งแรง ด้ามจับกระชับมือ เคลือบผิวลื่นกันติด 3 ชั้น แถมยังได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐอเมริกา ว่าปลอดภัยต่อการประกอบอาหารทุกประเภท สามารถใช้งานได้กับเตาทุกประเภท รวมทั้งเตาแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้คุ้มค่ะ ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนลองทำแล้วอย่าลืมส่งรูปมาอวดกันบ้างนะคะ

ยำทวาย

ยำทวาย

วันนี้พิมจะพาทุก ๆ มาทำเมนูอาหารไทยโบราณแถมในปัจจุบันก็หารับประทานได้ยากแล้วกับเมนู “ยำทวาย” ซึ่งประกอบไปด้วยผักลวกสุกนานาชนิด อกไก่ต้มสุก ราดด้วยน้ำยำรสกลมกล่อม พอคลุกเคล้าทั้งหมดรวมกันขอบอกเลยว่าวางช้อนไม่ลงเลยล่ะค่ะ ถ้าอยากทราบว่า “ยำทวาย” ทำอย่างไรรีบสวมผ้ากันเปื้อนคู่ใจแล้วตามเข้าครัวมาเลยวัตถุดิบยำทวาย
วัตถุดิบ

วัตถุดิบสำหรับทำเครื่องยำทวาย

อกไก่ต้มสุก 80 กรัม
พริกหยวก 80 กรัม
มะเขือยาว 80 กรัม
หัวปลี 80 กรัม
ผักบุ้งไทย 80 กรัม
ถั่วพู 80 กรัม
ถั่วงอก 80 กรัม
กะทิ 1 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเจ้า 1 ½ ช้อนโต๊ะ
วัตถุดิบสำหรับทำน้ำยำ

พริกชี้ฟ้าแห้ง 20 กรัม
พริกขี้หนูแห้ง 20 กรัม
กุ้งแห้ง 30 กรัม
ตะไคร้ 20 กรัม
หอมแดง 40 กรัม
กระเทียม 40 กรัม
รากผักชี 15 กรัม
พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา
ผิวมะกรูด 1 ช้อนชา
กะปิ 1 ช้อนชา
กะทิ 3 ถ้วยตวง
น้ำตาลปี๊บ 5 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
งาขาวคั่วสำหรับตกแต่ง
วิธีทำ
STEP 1 : เตรียมเครื่องยำทวาย
เทกะทิใส่ในกระทะ ตามด้วยแป้งข้าวเจ้า คนให้แป้งละลายเข้ากับกะทิดีแล้วยกขึ้นตั้งไปกลาง คนจนกระทั่งกะทิข้นขึ้น พักใส่ถ้วยไว้
ต้มน้ำให้พอเดือด แล้วใส่อกไก่ต้ม ผักบุ้ง ถั่วพู ถั่วงอก มะเขือยาว หัวปลี และพริกหยวก ลงลวกทีละอย่างจนสุกตักขึ้นแช่น้ำเย็น พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
จัดผักลวกสุกใส่จาน นำอกไก่ต้มฉีกเป็นเส้นจัดเรียงใส่จาน เตรียมไว้

เทกะทิใส่ในกระทะตามด้วยแป้งข้าวเจ้า คนให้แป้งละลาย

คนจนกระทั่งกะทิข้นขึ้น

STEP 2 : ทำน้ำยำทวาย

นำพริกชี้ฟ้าแห้ง พริกขี้หนูแห้ง กุ้งแห้ง ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม รากผักชี พริกไทยเม็ด และผิวมะกรูด มาตำให้ละเอียด เมื่อทุกอย่างละเอียดเข้ากันดีแล้วให้กะปิลงไป ตำให้ทุกอย่างละเอียดเข้ากัน
ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชพอร้อนนำส่วนผสมที่เราโขลกไว้ ลงไปผัดจนมีกลิ่นหอม จากนั้นใส่กะทิลงไป ¼ ส่วนจากทั้งหมด แล้วผัดจนกะทิแตกมัน
หลังจากนั้นเติมกะทิส่วนที่เหลือลงไปรอจนเดือดแล้วปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะขามเปียก เคี่ยวต่อจนน้ำยำข้นได้ที่ พักไว้ให้เย็นตำเครื่องน้ำยำทวายให้ละเอียด

เคี่ยวน้ำยำทวายให้ข้นขึ้น
STEP 3 : จัดเสิร์ฟ
ตักน้ำกะทิสำหรับราดหน้าราดลงบนผักลวก และอกไก่ โรยด้วยหอมเจียว ส่วนน้ำยำทวายตักใส่ถ้วย โรยด้วยงาขาวคั่ว เพียงเท่านี้ “ยำทวาย” ของเราก็พร้อมให้ทุกคนรับประทานแล้วค่า! ส่วนวิธีการรับประทาน “ยำทวาย” นั้น ให้เพื่อน ๆ ตักเครื่องยำต่าง ๆ ใส่ชาม แล้วราดด้วยน้ำยำทวาย แล้วคลุกเคล้าให้กันค่ะจัด “ยำทวาย” ใส่จาน

เพียงเท่านี้ “ยำทวาย” ของเราก็พร้อมให้ทุกคนรับประทานแล้วค่า!

เป็นอย่างไรกันบ้างคะทุก ๆ คน กับเมนูอาหารไทยโบราณอย่าง “ยำทวาย” ทำไม่ยากเลยใช่ไหมคะ รสชาติก็กลมกล่อม อร่อยถูกปากสุด ๆ และยังกินได้ทั้งครอบครัวอีกด้วย ส่วนใครอยากทำเมนูอาหารไทยโบราณอื่น ๆ อีก พิมขอแนะนำเป็นเมนู “ข้าวแช่” ที่อร่อยไม่แพ้กันเลยค่ะ

แกงเหลือง

แกงเหลือง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แกงเหลือง

แกงเหลือง ที่ภาคใต้จะเรียกกันว่าแกงส้ม แกงพื้นบ้านที่ทำกินกันง่ายๆ เพิ่มความเปรี้ยวด้วยหน่อไม้ดอง บ้างก็ใส่มะละกอดิบลงไปด้วย แล้วแต่ชอบเลยค่ะ
สูตร แกงเหลืองปลากระพง เข้มข้นด้วยพริกแกงทำเอง
ส่วนผสม
ขมิ้น 15 กรัม
หอมแดง 7 หัว
กระเทียม 4 กลีบ
พริกกระเหรี่ยง 15 กรัม
พริกแห้ง 10 กรัม
กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา
น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
หน่อไม้ดอง 400 กรัม
ปลากะพง 1 ตัว
น้ำปลา 1/ 2 ถ้วย
น้ำมะนาว 15 มิลลิลิตร
วิธีทำ
1. นำขมิ้นหอมแดง กระเทียม พริกกระเหรี่ยง พริกแห้ง กะปิ และเกลือ ลงไปในเครื่องปั่น
2.ต้มน้ำให้เดือด ใส่พริกแกงที่ปั่นไว้ลงไป จากนั้นก็ใส่หน่อไม้ดอง และปลากระพง ไม่ต้องคน รอจนปลาสุก
3. ปรุงรสด้วย น้ำปลาและมะนาว คนให้เข้ากันแล้วตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ

แอมฟิอูมา

แอมฟิอูมา

แอมฟิอูมา (อังกฤษ: Amphiuma, Conger eel) เป็นวงศ์ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในอันดับย่อยซาลาแมนเดอร์ อันดับ Caudata วงศ์หนึ่ง ใช้ชื่อวงศ์ว่า Amphiumidae

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แอมฟิอูมา

เป็นวงศ์ที่คงรูปร่างของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในวัยอ่อนไว้เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ คือ ไม่มีเปลือกตา ไม่มีลิ้น ไม่มีเหงือกภายนอก แต่มีเหงือกภายใน และมีช่องเปิดเหงือก 1 คู่ มีขาทั้ง 2 คู่ แต่มีขนาดเล็กมาก และมีจำนวนนิ้วที่แตกต่างกันตั้งแต่ 1-3 นิ้ว มีฟันและมีปอด มีลักษณะเด่น คือ มีลำตัวเรียวยาวคล้ายปลาไหลหรืองูและมีความยาวแตกต่างกัน ตั้งแต่ 33 เซนติเมตร จนถึง 1.2 เมตร

พบกะจายพันธุ์อยู่เฉพาะแหล่งน้ำที่มีกระแสน้ำไหลไม่แรง ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และบางครั้งอาจขึ้นมาบนบก โดยสามารถกินได้ทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บก เช่น แมลง, กุ้ง, ปู, หอย, ปลา, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำพวกอื่น และหนูตัวเล็ก ๆ ก็สามารถกินได้ หากินในเวลากลางคืน

มีการปฏิสนธิภายในตัว โดยตัวผู้จะถ่ายสเปอร์มาโทฟอร์เข้าไปในช่องทวารร่วมของตัวเมียโดยตรง ขณะเกี้ยวพาราสีกัน ตัวเมียวางไข่บนพื้นโคลนใกล้แหล่งน้ำที่อาศัยและเฝ้าดูแลไข่

แอมฟิอูมา มีเพียงสกุลเดียวเท่านั้น คือ Amphiuma แตกต่างกันไปตามจำนวนของนิ้วที่ปรากฏ[2]

แอมฟิอูมาสามนิ้ว (Amphiuma tridactylum)[3]

แอมฟิอูมาสองนิ้ว (Amphiuma means)

แอมฟิอูมานิ้วเดียว (Amphiuma pholeter)

กิ้งก่าคาเมเลี่ยนแจ็คสัน หรือ กิ้งก่าคาเมเลี่ยนสามเขา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กิ้งก่าคาเมเลี่ยนแจ็คสัน หรือ กิ้งก่าคาเมเลี่ยนสามเขา

กิ้งก่าคาเมเลี่ยนแจ็คสัน หรือ กิ้งก่าคาเมเลี่ยนสามเขา (อังกฤษ: Jackson’s chameleon, Three-horned chameleon; ชื่อวิทยาศาสตร์Trioceros jacksonii) เป็นกิ้งก่าคาเมเลี่ยนชนิดหนึ่ง

มีความยาวลำตัวจรดหางประมาณ 10 นิ้ว มีลักษณะเด่น คือ มีสันแข็งคล้ายเขา 3 เขาอยู่บริเวณด้านหน้าของส่วนหัว ยกเว้นในเพศเมียไม่มีเขา หรือมีแต่เฉพาะส่วนจมูกเท่านั้น ผิวหนังมีหยาบและขรุขระ และสีลำตัวมักเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อม ตามอุณหภูมิหรืออารมณ์ บางครั้งเพื่อพรางตัวจากผู้คุกคามหรือพรางตัวเพื่อเป็นผู้ล่าเสียเอง

กิ้งก่าคาเมเลี่ยนแจ็คสัน มีถิ่นกระจายพันธุ์แถบเคนยา และแทนซาเนีย ในแอฟริกาตะวันออก สามารถพบได้ในระดับที่สูงมากกว่า 3,000 เมตร นับเป็นกิ้งก่าคาเมเลี่ยนที่พบได้ไม่ง่ายนักในธรรมชาติ และถูกนำเข้าไปในฮาวาย ในช่วงทศวรรษที่ 70 เพื่อเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งสามารถปรับตัวให้กับสภาพแวดล้อมสามารถแพร่ขยายพันธุ์เอง

ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นการเกียรติแก่ เฟดเดอริก จอห์น แจ็คสัน นักปักษีวิทยาและนักสำรวจธรรมชาติชาวอังกฤษ โดย จอร์จ อัลเบิร์ต บุนเลเยอร์ นักสัตววิทยาชาวเบลเยี่ยม ในปี ค.ศ. 1896 ขณะที่ชื่อวิทยาศาสตร์คำว่า trioceros มาจากภาษากรีกคำว่า τρί- (tri-) หมายถึง “สาม” และ κέρας (kéras) หมายถึง “เขา” อันเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัวนั่นเอง[1][2]

กิ้งก่าคาเมเลี่ยนแจ็คสัน เป็นกิ้งก่าคาเมเลี่ยนชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง เนื่องจากมีลักษณะคล้ายไดโนเสาร์ หรือสัตว์เลื้อยคลานในยุคก่อนประวัติศาสตร์ย่อส่วนมา โดยมีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 2 ปีเท่านั้น แต่ก็มีผู้ที่เลี้ยงได้อย่างยาวนานถึง 5-10 ปี ในที่เลี้ยงต้องมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก กว้างขวางพอสมควร มีกิ่งไม้หรือต้นไม้ให้เกาะและป่ายปีน เลี้ยงโดยการให้แมลง เช่น จิ้งหรีด หรือหนอนคลุกกับวิตามิน วันละ 2 ครั้ง อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 17-26 องศาเซลเซียส และมีแสงยูวีให้เพื่อสร้างความอบอุ่น สามารถที่จะแพร่ขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้

 

 รุ่นพี่นางรำ

รุ่นพี่นางรำ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นางรำ

งานโรงเรียนยังคงมีต่อไป การแสดงทั้งหมด ถูกดำเนินซ้ำเดิมอีก 2 วัน นิวพยายามไม่คิดถึงเรื่องที่เกิดเมื่อวาน ไม่มองขณะแสดง เพราะนิวต้องทำหน้าที่ตรงนั้น เลยอยากมีสมาธิ และไม่อยากเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น แต่วันนี้ พอการแสดงจบ ก็ไม่มีใครร้องไห้ หรือเจออะไรเหมือนเมื่อวานแล้ว

จนวันสิ้นสุดงาน เกิดเหตุการณ์ขนลุกกับ นุ่น เพื่อนในกลุ่มนิวเอง นุ่นก็เป็นเด็กนาฏศิลป์อีกคน ที่ขึ้นรำเหมือนกัน พอเสร็จการแสดง ครูขอให้นุ่น มาช่วยพับชุดรำเก็บเข้าตู้ เกือบหกโมงเย็น เหลือนุ่นกับครูแค่สองคน สักพักครูขอตัวไปเซ็นชื่อที่ธุรการ นุ่นจึงต้องนั่งในห้องนั้นคนเดียว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ห้องนาฏศิลป์อยู่ชั้น 2 ของโรงอาหาร ขึ้นบันไดไปจะเจอห้องโล่งๆ ใหญ่ นอกจากใช้เรียนรำแล้ว ยังเป็นที่วางอุปกรณ์กีฬาด้วย บรรยากาศเวลานั้น วังเวงเป็นทวีคูณ เมื่อรวมกับเหตุการณ์ของพี่ฟ้าในวันแรก นุ่นกลับกลบความกลัว ด้วยการพูดกับตัวเองเล่นๆ ว่า ‘อยากกลับบ้านแล้ว แต่ยังไม่เสร็จเลย ถ้าพี่ฟ้าอยู่ตรงนี้ มาช่วยนุ่นหน่อยสิ..’ สักพัก นุ่นได้ยินเสียงคนขึ้นบันไดมา คิดว่าเป็นครู จึงหันไปมองแต่ก็ไม่เห็นใคร นุ่นคิดว่าอาจเจออะไรเข้าแล้ว.. จึงก้มหน้าก้มตาพับผ้าต่อไป ไม่เงยหน้าขึ้นมา แต่นุ่นก็รู้สึกได้ว่า จุดที่อยู่นอกโฟกัสสายตา เป็นเงา เหมือนกับมีคน กำลังเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเห็นชัดว่าเป็นเท้า และชายผ้าชุดรำ หยุดยืนอยู่ตรงหน้า นุ่นได้แต่ก้มหน้าหลับตา คางชิดอกที่สุด เท่าที่จะทำได้ ทันใดนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงผู้หญิง ที่นุ่นจำได้แม่น ว่าเป็นเสียงพี่ฟ้า พูดว่า ‘ให้พี่ช่วยอะไรไหมคะ?’ เป็นเสียงพูดปกติ ไม่ยาน เหมือนที่เคยได้ยินในหนังผี แต่นุ่นรู้ว่าไม่ใช่เสียงของคน เพราะถ้าเป็นเสียงคน เราจะรู้ว่า ต้นกำเนิดเสียงมาจากตรงไหน แต่ที่นุ่นได้ยิน กลับเป็นเสียง ที่ดังก้องจากข้างในหูของนุ่นเอง นุ่นไม่ตอบอะไรหลับตา ไม่กล้าขยับ อยู่อย่างนั้นเป็นนาที.. เมื่อคิดว่ามีสติพอ จึงลุกขึ้น หันออกนอกหน้าต่าง สูดหายใจเข้าลึก แล้วไม่หันกลับไปอีก.. จนครูกลับมา จากนั้นก็ไม่มีเห็นอะไรอีกแล้ว

สำหรับเรื่องที่หลังเวที นิวลองมาคิดดูเล่นๆ ว่า เป็นไปได้ไหม? ที่นิวก็อาจเห็นพี่ฟ้าตรงนั้น แต่ไม่ทราบว่าเป็นผี แค่เพราะนิวไม่รู้จักหน้าพี่ฟ้า แต่หากว่านิว รู้จักพี่ฟ้ามาก่อน เรื่องเล่าในวันนี้ อาจจะกลายเป็นประสบการณ์ตรง ของนิวเองก็ได้ค่ะ

 

 

สระว่ายน้ำ

สระว่ายน้ำ

ปกติ ก่อนจะลงสระ ผมก็จะวิ่งรอบสระ ประมาณ 10 รอบ เพื่อเป็นการวอร์มร่ายกายเสมอ และช่วงเวลาที่ผมมา ก็จะไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ นอกจากผู้ชายต่างชาติคนนึง ที่มักจะมาช่วงเดียวกับผมเสมอ และก็จะวิ่ง เพื่อวอร์มร่ายกายก่อนเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยได้คุยกัน นอกจากทักทายกัน ด้วยการยิ้ม.. วิ่งเสร็จผมก็ล้างตัว ลงสระ ก็ว่ายน้ำตามปกติของผม ประมาณ 40 นาที แล้วก็อาบน้ำกลับบ้าน

พอถึงช่วงสอบ ช่วงนั้นต้องอ่านหนังสือสอบอย่างหนัก เพราะเป็นเทอมสุดท้ายด้วย ประกอบกับต้องเดินทาง ไปต่างประเทศกับครอบครัวต่ออีก เลยไม่ได้ไปว่ายน้ำเลย พอพ้นช่วงนั้น ผ่านไปราว 2 เดือน  ผมก็มีโอกาสได้แวะไปว่ายน้ำอีกครั้ง วันนี้ที่สระเงียบมาก ไม่มีคนเลยครับ.. ราวๆ ทุ่มตรง  ขณะที่ผมวิ่งรอบสระ รอบสุดท้าย จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนวิ่ง จากด้านหลัง   แต่พอหันกลับไปกลับไม่มีใคร.. พอหันหน้ากลับมา

ก็เห็นชายต่างชาติคนเดิม วิ่งนำหน้าผมอยู่ ทีแรกก็งง ว่ามาตอนไหน คิดว่าคงวิ่งแซงไป ตอนที่เราหันหลังกลับมามอง..    จากนั้นผมก็ลงไปว่ายน้ำครับ ระหว่างว่ายน้ำ คงเพราะไม่ได้ว่ายมานาน ผมรู้สึกเหมือนมันหนักแขน หนักขา ว่ายไม่ค่อยจะไป เลยยืนพักหายใจที่ขอบสระสักครู่ ก็มองชายต่างชาติคนนั้นวิ่งไปเรื่อย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

จนผมหายเหนื่อยก็ว่ายต่อครับ.. ตอนนั้นว่ายท่ากรรเชียง เพราะจะไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ จังหวะที่กำลังจะถึงขอบสระ มือผมก็ตียื่นไป เพื่อจะรอจับว่าถึงขอบสระรึยัง จังหวะนั้นเอง ในมือผมก็สัมผัสได้ถึงเส้นผมครับ เส้นผมเป็นกำเลย ผมตกใจนึกว่าไปชนใครเข้า แต่พอกลับตัวมาดูก็ไม่มีใคร.. ตอนนั้นเริ่มใจเสียครับ แต่ยังเห็นชายคนนั้นวิ่งอยู่ เลยอุ่นใจ ก็ว่ายต่ออีกรอบไปกลับ ด้วยท่าฟรีสไตล์ พอตอนที่ไปถึงกลางสระ ตรงนั้นลึก 3 เมตรกว่าครับ

จังหวะที่ผมเงยหน้าหายใจ และก้มลงน้ำอีกครั้ง ผมเห็นเป็นหน้าผู้หญิงอ้วน ผมยาว ลอยผ่านหน้าผมไป หน้าเกือบจะชนกัน! ผมตกใจ เสียจังหวะ จนเผลอสำลักน้ำ และจู่ๆ  ก็รู้สึกเหมือนมีมือมาจับที่ขาผม พยายามจะดึง แต่ตรงนั้นผมไม่สามารถยืนถึง

จนสุดท้ายผมตะเกียกตะกาย ไปจนเกือบถึงขอบสระ เห็นมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามา ผมรีบจับไว้ และมือนั้นก็ดึงผมเข้าฝั่ง คือชายต่างชาติคนนั้นเอง  ที่ช่วยผม คำเดียวที่เค้าพูดมาคือ ‘ระวังด้วยนะ’ เป็นภาษาอังกฤษ และเค้าก็วิ่งต่อ ส่วนผมมองลงไปในสระน้ำ ก็ว่างเปล่า

ผมนี่รีบอาบน้ำ ขับรถกลับบ้านทันที ขนลุกไปตลอดทางเลย.. พอกลับถึงบ้าน ผมรีบสวดมนต์ แล้วเข้านอนทันที ซึ่งปกติ ผมไม่เคยสวดมนต์ก่อนนอนนะครับ.. วันต่อมาด้วยความสงสัย   ว่าที่สระว่ายน้ำต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ ผมเลยไปที่สโมสร ทั้งที่เป็นวันหยุด แต่กลับดูเงียบๆ      ไม่มีคน ผมไปถามที่ออฟฟิศ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

เจ้าหน้าที่ผู้หญิงดูหน้าเจื่อนๆ    และบอกผมว่า ‘เมื่อเดือนที่แล้ว มีผู้หญิง อายุประมาณ 35 มาว่ายน้ำ แล้วเกิดเป็นตะคริว กำลังจะจมน้ำ แต่ก็ไม่มีคนลงไปช่วย    จนมีชายต่างชาติคนนึง กระโดดลงไปช่วย แต่ผู้หญิงคนนั้นก็เอาแต่ตกใจ กดชายคนนั้นไม่ปล่อย สุดท้ายจมน้ำเสียชีวิตทั้งคู่.. ผมได้ฟังอย่างนั้นนี่ ขนผมลุกกว่าเดิม 2 เท่าเลยครับ.. ผีหลอก 2 ชั้นเลย แต่อีกใจนึงก็รู้สึกขอบคุณ เพราะไม่อย่างนั้น ผมอาจจะเป็นอีกศพนึง ในสระนี้ก็เป็นได้