เต่าเสือดาว

เต่าเสือดาว

เต่าเสือดาว

เต่าเสือดาว

เต่าเสือดาว (อังกฤษLeopard tortoiseชื่อวิทยาศาสตร์Stigmochelys pardalis) สัตว์เลื้อยคลานประเภทเต่าชนิดหนึ่ง จัดเป็นเต่าบก (Testudinidae) ชนิดหนึ่ง

ปัจจุบันเต่าเสือดาวแอฟริกาใต้เป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก เต่าชนิดนี้สามารถเติบโตจนมีขนาดกระดองยาวได้ถึง 23 นิ้ว เต่าเสือดาวแอฟริกาใต้มีลักษณะเฉพาะอีกประการหนึ่ง คือผิวหนัง”ตกกระ”พวกมันจะมีจุดดำเล็กๆกระจายตามผิวหนัง กระนี้เห็นได้ชัดในลูกเต่าที่เพิ่งฟักจากไข่และเต่าวัยอ่อนก่อนจะค่อยๆเลือนหายไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น เต่าเสือดาวต้องการคอกเลี้ยงที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่และควรจัดให้อยู่กลางแจ้งเสมอหากสภาพอากาศอำนวย หากอยู่ตามธรรมชาติจะเป็นสัตว์สันโดษและจะก้าวร้าวอาศัยต้องอยู่ร่วมกันอย่างแออัด

เมื่อนำหลายตัวอยู่ด้วยกันต้องมีห้องหรือที่กำบังอย่างเพียงพอเพื่อให้พวกมันเลี่ยงการเผชิญหน้ากับตัวอื่นๆ และไม่ควรนำตัวผู้มาอยู่รวมกันเพราะพวกมันจะต่อสู้กันเพื่อแย่งสิทธ์ในการผสมพันธุ์ ด้วยความที่มันต้องการพื้นที่เยอะ และราคาที่สูงที่สุด บางตัวขายกันมากกว่า 250,000 บาทกันเลยทีเดียว และเนื่องด้วยมันเป็นเต่าที่มจากแอฟริกา อาหารหลักของมันจึงเป็นหญ้าครับ แต่ถ้าจะให้ผักเหมือนเต่าทั่วไปก็ได้ครับ ไม่มีปัญหา และนกเหนือจากนั้นหากมีการเสริมแคลเซียมให้เต่าด้วยก็จะเป็นการดีมากครับ

เชลยพันธุ์เต่าเสือดาวที่มีอยู่โดยทั่วไป นำเข้าป่าจับชิ้นงานในสหรัฐอเมริกาเป็นสิ่งต้องห้ามในปี 2000 เนื่องจากความกังวลจากเห็บที่มีโรค heartwater ที่พบในตัวอย่างป่า ก่อนที่เต่าเสือดาวห้ามนำเข้าปกติและหลายคนในปัจจุบันสายพันธุ์เต่าเสือดาว แต่ Stigmachelys pardalis pardalis เป็นเรื่องธรรมดาในคอลเลกชันน้อยกว่า Stigmachelys pardalis babcocki.

เสือดาวเต่าขนาด

เสือดาวผู้ใหญ่วัดเต่า 10-18 นิ้วยาวขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดทางภูมิศาสตร์และชนิดย่อยของเต่า ย่อยแอฟริกาใต้ Stigmachelys pardalis pardalis อาจเติบโตได้ถึง 24 นิ้วและยักษ์ใหญ่จากเอธิโอเปียและโซมาเลียอาจเข้าใกล้ 30 นิ้ว ผู้หญิงมักจะเติบโตขนาดใหญ่กว่าเพศชาย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับที่มาของชิ้นงานนี้อาจจะกลับหรือชายและหญิงอาจจะมีขนาดใกล้เคียงกัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์กว้างไม่มีมาตรฐานที่ตั้งไว้ เพศเสมออาจจะแตกต่างจากเพศหญิงโดย plastron เว้าและหางมีขนาดใหญ่ของพวกเขา.

เสือดาวเต่าช่วงชีวิต

เสือดาวเต่าอาศัยอยู่ระหว่าง 50 และ 100 ปีในป่า

อาโอคิยิ

คุซัน (クザン Kuzan)

อาโอคิยิ

อาโอคิยิ

 

คุซัน (クザン Kuzan) หรือฉายาคือ อาโอคิจิ (青キジ Aokiji, ไก่ฟ้าคราม) เป็นตัวละครในการ์ตูนเรื่องวันพีซ เป็นหนึ่งในสามพลเรือเอก ของกองทัพเรือ ในสมัยที่เซ็นโงคุเป็นจอมพลแห่งกองทัพเรือ

ภายหลังสงครามระหว่างกลุ่มโจรสลัดหนวดขาวและกองทัพเรือ อาโอคิยิได้ต่อสู้กับอาคะอินุ เพื่อคัดค้านการแต่งตั้งอาคะอินุเป็นจอมพล แต่ได้พ่ายแพ้ให้แก่อาคะอินุ ทำให้เขาลาออกจากการเป็นทหารเรือ

หลังจากพ่ายแพ้ และออกจากกองทัพเรืออยากรู้จิงๆ ว่าพี่แกทำอะไรอยู่กันแน่?จำได้ว่า โดฟรามิงโก้ บอกว่าได้ข่าวเรื่องคุซันกับโลกใต้ดิหรือจิงแล้ว พี่แกคิดจะล้มรัฐบาล หรือ จะมาสืบงานของโลกใต้ดินแต่ใจจิงอยากให้พี่แก ไปอยู่กับดราก้อน ถล่มรัฐบาลเลย ทีมคุซัน
ตามนี้ล่ะจ๊ะ มีความคิดเห็นยังไงช่วยกันตอบหน่อยนะ

คุซัน (クザン Kuzan)

อาโอคิยิ จัดว่าว่าเป็นคนที่สูงมากเมื่อเทียบกับมนุษย์ทั่วไป มักจะแต่งกายด้วย เสื้อกั๊กสีขาวติดกระดุมทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำเงิน กางเกงขายาวสีขาว รองเท้าสีขาว และเนคไทสีเหลืองตัดด้วยเส้นสีดำ นอกจากนี้อาโอคิยิยังสวมผ้าปิดตาไว้ตรงหน้าผากอีกด้วย

อาโอคิยิ เป็นคนที่ขี้เซา สามารถรู้ได้จากผ้าปิดตาที่อาโอคิยิสวมไว้ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นคนขี้เกียจ ในเวลาว่าง ๆ เขามักจะปันจักรยานเล่นบนทะเลไปตามเกาะต่าง ๆ มีคติประจำตัวคือ “ความยุติธรรมบนความขี้เกียจ” มักทำอะไรตามใจตัวเอง เขาก็ยังทำตามหน้าที่ที่ได้รับโดยยึดมั่นตามความถูกต้องตามแบบฉบับของเขาเอง

หมีสีน้ำตาล

หมีสีน้ำตาล

หมีสีน้ำตาล

หมีสีน้ำตาล

 

    หมีสีน้ำตาล (อังกฤษBrown bearชื่อวิทยาศาสตร์Ursus arctos) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับสัตว์กินเนื้อ (Carnivora) ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง

   จัดเป็นหมีที่มีขนาดใหญ่มาก โดยตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย เมื่อยืน 4 เท้ามีความสูงถึง 5 ฟุต และเมื่อยืนด้วย 2 เท้า อาจสูงถึง 9 ฟุต แต่ยืนได้ในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่อาจมีน้ำหนักมากถึง 1,000 ปอนด์ ส่วนตัวเมียอาจมีน้ำหนักมากกว่า 450 ปอนด์

   ลักษณะ : เป็นหมีที่มีขนาดใหญ่มาก โดยตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย เมื่อยืน 4 เท้า มีความสูงถึง 5 ฟุต และเมื่อยืน 2 เท้า อาจสูงถึง 9 ฟุต แต่ยืนได้ในระยะเวลาสั้นๆ  ตัวผู้โตเต็มที่ อาจมีน้ำหนักถึง 500 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียอาจหนักมากกว่า 250 กิโลกรัม มีขนและเล็บยาว จมูกใหญ่ แต่ใบหูเล็ก ขนเป็นสีน้ำตาลตลอดทั้งตัว

อันเป็นที่มาของชื่อ แต่สีขนจะเข้มหรืออ่อนตามสภาพแวดล้อมที่อาศัย รวมถึงขนาดตัว และถูกจัดเป็นชนิดย่อยต่างๆ  โดยพวกที่อยู่ในทางเหนือจะมีสีอ่อนกว่าและตัวใหญ่กว่าพวกทางใต้

   ถิ่นอาศัย : พบตั้งแต่ อะแลสกา, แคนาดา, รัสเซีย, หลายพื้นที่ในยุโรป และตามแนวเทือกเขาหิมาลัยในอินเดีย  เนปาล และจีน และตะวันออกกลาง

หมีตัวเมียเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์  เมื่ออายุ 4 ถึง 10 ปี และมีลูกเฉลี่ย 2 ตัว ในระยะเวลา 4 ปี ฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อน แม่หมีจะให้กำเนิดลูกในช่วงมกราคม-มีนาคม  ลูกหมีที่เกิดใหม่จะยังไม่ลืมตาและไม่มีขน

โดยจะอยู่ในโพรงกับแม่ จนถึงเดือนเมษายน หรือมิถุนายน และหย่านมเมื่ออายุได้ 5 เดือน และเริ่มกินอาหารทั่วไป ลูกจะอยู่กับแม่ต่อไปอีก 1 ปี หรือมากกว่านั้น ก่อนแยกตัว ในฤดูหนาว หมีสีน้ำตาลจะจำศีลในถ้ำเป็นระยะเวลาราว 2 เดือน โดยใช้พลังงานจากไขมันที่สะสมไว้

ไซเรน (สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก)

ไซเรน (สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก)

ไซเรน (สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก)

ไซเรน (สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก)

 

ไซเรน (อังกฤษSirensสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกจำพวกซาลาแมนเดอร์วงศ์หนึ่ง ใช้ชื่อวงศ์ว่า Sirenidae จัดอยู่ในอันดับย่อย Sirenoidea

ไซเรน มีความแตกต่างจากซาลาแมนเดอร์จำพวกอื่น ๆ พอสมควร เนื่องจากมีลำตัวเรียวยาวคล้ายปลาไหลหรือเขียดงู ไม่มีขาคู่หลังและกระดูกเชิงกราน ขาคู่หน้าเล็กมากและนิ้วเท้าลดจำนวนลง ปากเป็นจะงอยแข็ง เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ยังคงรูปโครงสร้างของระยะวัยอ่อนไว้หลายประการ เช่น ไม่มีเปลือกตา, มีเหงือก, มีช่องเปิดเหงือก 1 คู่ หรือ 3 ช่อง, ไม่มีฟัน, ไม่มีกระดูกแมคซิลลา หรือมีขนาดเล็กมาก รวมทั้งลักษณะโครงสร้างของผิวหนัง

มีความยาวของลำตัวประมาณ 10–90 เซนติเมตร อาศัยอยู่ในน้ำตลอดเวลา เช่น บึงทะเลสาบ หรือแหล่งน้ำที่มีกระแสน้ำไม่แรง และมีพืชน้ำขึ้นหนาแน่น กินอาหารจำพวกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก เช่น กุ้งปูแมลงน้ำหนอนแดงไส้เดือนน้ำ เป็นต้น โดยกินด้วยการดูด ในช่วงฤดูแล้งจะฝังตัวอยู่ใต้โคลน

โดยสร้างปลอกหุ้มตัวคล้ายดักแด้ของแมลง การปฏิสนธิของไซเรน เกิดขึ้นภายนอกตัว และไม่พบมีพฤติกรรมเกี้ยวพาราสี และไม่มีต่อมโคลเอคัลซึ่งเป็นต่อมที่ตัวผู้ของซาลาแมนเดอร์จำพวกอื่นใช้สร้างสเปอร์มาโทฟอร์ และของตัวเมียใช้เก็บสเปิร์ม ตัวเมียวางไข่ติดกับพืชน้ำหรือสร้างรังอยู่ในกอของพืชน้ำที่อยู่ใต้น้ำ บางชนิดมีพฤติกรรมเฝ้าไข่

 

งานศึกษาครั้งใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาไซเรน (สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก)ร Science เมื่อเร็วๆ นี้ คือการสรุปจำนวนของเชื้อก่อโรค ซึ่งเป็นฟังไจในกลุ่ม ไคทริด (Chytrid) ที่ชื่อว่า Batrachochytrium dendrobatidis (Bd) และ Batrachochytrium salamandrivorans (Bsal) โดยฟังไจ ไคทริด เป็นเหตุให้สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำกว่า 501 ชนิด มีจำนวนที่ลดลง หรือ 1 ในทุกๆ 16 สายพันธุ์ที่วิทยาศาสตร์รู้จักภายในระบบนิเวศสมบูรณ์หลายแห่งทั่วโลก

ในบรรดาสายพันธุ์กบที่เป็นโรค กว่า 90 สายพันธุ์ได้สูญพันธุ์หรือคาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว ส่วนอีก 124 สายพันธุ์มีจำนวนประชากรลดลงมากกว่าร้อยละ 90 โดยเหล่ากบจำนวน 501 ชนิดนี้ลดลงเพราะติดเชื้อฟังไจ ไคทริด ที่ชื่อว่า Bd

“เราทราบดีว่าฟังไจ ไคทริด นั่นเลวร้าย แต่เราก็ไม่ทราบเช่นกันว่ามันเลวร้ายแค่ไหน เรารู้แค่เพียงว่ามันเลวร้ายกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้” Ben Scheele นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย

ซึ่งเป็นผู้นำคณะวิจัยครั้งนี้ กล่าวและเสริมว่า “ผลการวิจัยใหม่ของเรายังคงแสดงจำนวนเท่าเดิม ในแง่ของความหลากหลายทางชีวภาพ ดังเช่น แมว หนู และสายพันธุ์รุกราน (Invasive Species)”

ปลาซันฟิชหูยาว

ปลาซันฟิชหูยาว

ปลาซันฟิชหูยาว

ปลาซันฟิชหูยาว

 

ปลาซันฟิชหูยาว (อังกฤษSunfish, Long-eared sunfishชื่อวิทยาศาสตร์Lepomis megalotisปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลากะพงปากกว้าง (Centrarchidae)

มีรูปร่างและลักษณะคล้ายกับปลาหมอสี (Cichlidae) ซึ่งเป็นปลาคนละวงศ์กัน โดยที่ชื่อวิทยาศาสตร์นั้น คำว่า Lepomis มาจากภาษากรีก หมายถึง “แผ่นเหงือกที่ลดรูปลงมา” และคำว่า megalotis หมายถึง “หูขนาดใหญ่”

ซึ่งหมายถึงแผ่นปิดเหงือกที่ยื่นออกมา และมีจุดสีดำแต้มอยู่ มีลักษณะลำตัวแบนข้างไม่มาก ลำตัวมีสีออกน้ำตาลอมเหลือง มีจุดสีน้ำตาลอมแดงกระจายเป็นลวดลายอยู่ทั่วตัว บริเวณแก้ม จุดดังกล่าวจะเชื่อมต่อกันดูเหมือนลายเส้น ครีบต่าง ๆ มีลวดลายสีแดงกระจายอยู่ ข้อหางยาว

มีความยาวเต็มที่ประมาณ 30 เซนติเมตร พบกระจายพันธุ์ในแหล่งน้ำตื้น เช่น ลำธาร หรือตลิ่งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ หรือแม่น้ำ ของภาคตะวันออกของเทือกเขาร็อกกี้ จากชายฝั่งรัฐเวอร์จิเนียจรดรัฐฟลอริดา, ทางทิศตะวันตกของรัฐเท็กซัส จนถึงทางตอนเหนือของเม็กซิโก โดยมักจะอาศัยหากินโดยว่ายลัดเลาะไปตามกอพืชน้ำ หรือวัสดุใต้น้ำต่าง ๆ ในที่ ๆ ท้องน้ำเป็นหินกรวดและหินหลาย ๆ ขนาดคละเคล้ากันไป

กินอาหารได้หลากหลาย ทั้ง กุ้งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังหอย หรือตัวอ่อนของแมลง เป็นต้น

ทะเลสาบเวิร์ท (Wörthersee; Vrbsko jezero) เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในรัฐคารินเทีย ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรีย เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างมากแห่งหนึ่งของออสเตรีย มีความกว้าง 16.5 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 90 ตารางกิโลเมตร

จุดที่ลึกที่สุดอยู่ที่ทางตะวันตกมีความลึกประมาณ 85 เมตร โดยชื่อ “ทะเลสาบเวิร์ท” มาจากภาษาเยอรมันสูงโบราณ “แวร์แดร์เซ” (Werdersee) แปลว่า “ทะเลสาบเกาะ” โดยที่นี่มีเกาะขนาดใหญ่ 3 เกาะ

ชื่อนี้ถูกใช้มาจนถึงศตวรรษที่ 19 จากนั้นจึงเริ่มเป็นที่รู้จักในชื่อทะเลสาบเวิร์ท ทะเลสาบเวิร์ท เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งโบราณที่ไหลไปตามเนินเขาคารินเทียกลาง จนเกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่มีปริมาตรน้ำ 816 ล้านลูกบาตรเมตร มีสภาพภูมิอากาศอบอุ่น อุณหภูมิโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 28 องศาเซลเซียส เนื่องจากมีเทือกเขาป้องกันอากาศหนาวอยู่ ทำให้มีภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อถึงฤดูหนาว

โดยปกติน้ำที่นี่จะยังไม่แข็งตัวเป็นน้ำแข็งจนกว่าจะก่อนถึงเดือนมกราคม และจะกลายเป็นน้ำแข็งก็ต่อเมื่อฤดูหนาวนั้นอุณหภูมิหนาวจัดเท่านั้น

ปลาซันฟิชหูยาว

 

โดยอุณหภูมิจะเริ่มเย็นตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน แต่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอากาศจะอบอุ่น อีกทั้งสีของน้ำจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และจากสภาพภูมิอากาศที่อบอุ่นทำให้เป็นหนึ่งในแหล่งที่เป็นที่เล่นน้ำและแล่นเรือใบรวมถึงอาบแดดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในออสเตรเลีย และยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ ทั้ง นก, ปลา, สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และสัตว์เลื้อยคลานหลายชนิด โดยเฉพาะกลันโฟร์ตทางทิศตะวันออกที่เป็นเขตป่าอนุรักษ์

เป็นที่ตั้งของเขตสงวนนาทูรา 2000 ทะเลสาบเวิร์ทในฤดูหนาว ที่น้ำบางส่วนเปลี่ยนเป็นน้ำแข็ง ทะเลสาบเวิร์ท ในช่วงฤดูร้อนได้รับความนิยมอย่างมาก จึงเกิดมีการปลูกสร้างบ้านและที่พักอาศัยที่มีความสวยงามอยู่รอบ ๆ

ทะเลสาบ ทั้งสถาปัตยกรรมแบบบาโรก, ศิลปะสมัยใหม่ และบ้านในชนบทของอังกฤษ อีกทั้งเป็นแรงบันดาลให้ศิลปินและจิตรกรจำนวนมากใช้ที่นี่เป็นฉากหลังในงานศิลปะ ตลอดจนใช้เป็นฉากในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นสถานที่ ๆ ใช้ในการแข่งขันไตรกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรีย คือ ไตรกีฬาคนเหล็ก

ตลอดจนหาดทรายริมทะเลสาบก็ใช้เป็นสถานที่แข่งขันวอลเลย์บอลชายหาด และยังมีสไลเดอร์ขนาดใหญ่ของเทศบาลเมืองที่ให้บริการฟรีแก่ผู้มาเล่นน้ำด้วย ในด้านชีวภาพ ที่นี่มีปลาอย่างน้อย 21 ชนิด ทั้งปลาพื้นถิ่น

หลายชนิดเป็นปลาหายาก รวมถึงปลาเวลส์ ปลาหนังขนาดใหญ่ที่สุดของทวีปยุโรป และปลาแสงอาทิตย์หูยาว ซึ่งเป็นปลาต่างถิ่นจากทวีปอเมริกาเหนือ

งูหางกระดิ่งไซด์ไวน์เดอร์

งูหางกระดิ่งไซด์ไวน์เดอร์

งูหางกระดิ่งไซด์ไวน์เดอร์

งูหางกระดิ่งไซด์ไวน์เดอร์

 

งูหางกระดิ่งไซด์ไวน์เดอร์ หรือ งูไซด์ไวน์เดอร์ (อังกฤษSidewinder, Sidewinder rattlesnake, Horned rattlesnake ชื่อวิทยาศาสตร์Crotalus cerastes) เป็นงูพิษขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่แถบทะเลทราย จัดเป็นงูจำพวกงูหางกระดิ่ง อยู่ในวงศ์งูแมวเซา (Viperidae) และวงศ์ย่อยงูหางกระดิ่ง (Crotalinae)

จัดเป็นงูหางกระดิ่งชนิดที่มีขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง มีความยาวเต็มที่ได้ถึง 1.5-2.5 ฟุต แต่ตัวที่มีความยาวกว่า 30 นิ้ว มักไม่ค่อยพบ มีลักษณะเด่น คือ มีติ่งเล็ก ๆ เหนือตาคล้ายกับเขา ซึ่งเป็นอวัยวะที่ใช้ในการปกป้องดวงตา มีเกล็ดตามลำตัวสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลเข้ม สำหรับการปรับตัวให้กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม ที่เป็นทราย

งูหางกระดิ่ง เป็นชื่อสามัญของงูพิษจำพวกหนึ่ง ที่อยู่ในวงศ์งูแมวเซา (Viperidae) จัดอยู่ใน 2 สกุล คือ Crotalus และSistrurus ในวงศ์ย่อย Crotalinae (Crotalus มาจากภาษากรีก มีความหมายว่า “Castanet” ส่วนคำว่า Sistrurus นั้นเป็นภาษาละตินที่มีความหมายในภาษากรีกว่า “Tail rattler” และมีความหมายตามรากศัพท์เดิมว่า “เครื่องดนตรี“)

งูหางกระดิ่ง มีลักษณะเด่น คือ เกล็ดที่ปลายหางที่เป็นสารประกอบเคอราติน ที่เป็นอวัยวะที่สามารถทำให้เกิดเสียงได้ โดยเสียงนั้นเกิดจากการสั่นสะเทือนถี่ ๆ ของปล้องเกล็ดเป็นข้อ ๆ ที่หาง ซึ่งปล้องเกล็ดนี้พัฒนามาจากเกล็ดหางส่วนปลายนั่นเอง ทุกครั้งที่มีการลอกคราบปล้องเกล็ดนี้ก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย 1 ปล้องต่อการลอกคราบ 1 ครั้ง

การลอกคราบนั้นอาจเกิดขึ้นหลายครั้งใน 1 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับอาหารที่ได้รับและอัตราการเติบโต สำหรับลูกงูที่เกิดใหม่นั้นจะมีปล้องเกล็ดที่หาง 1 ปล้อง

ซึ่งยังไม่สามารถสั่นให้เกิดเสียงได้ แต่เมื่อผ่านการลอกคราบครั้งแรกไปแล้วก็สามารถสั่นให้เกิดเสียงได้ การสั่นให้เกิดเสียงนั้นก็เพื่อเป็นการข่มขู่เมื่อพบศัตรูเข้ามาใกล้นั่นเอง

คางคกไวโอมิง

คางคกไวโอมิง

คางคกไวโอมิง

คางคกไวโอมิง

คางคกไวโอมิง (อังกฤษWyoming toadชื่อวิทยาศาสตร์Anaxyrus baxteri หรือ Bufo baxteri) เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำหายากที่ปัจจุบันยังเหลือรอดเฉพาะในสถานที่เพาะเลี้ยง และในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งชาติทะเลสาบมอร์เทนสัน ในรัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกาเท่านั้น ถูกขึ้นทะเบียนอยู่ในรายชื่อสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เมื่อ ค.ศ. 1984

ทว่า แม้จะมีการปล่อยคางคกคืนสู่ธรรมชาติ แต่ใน ค.ศ. 1991 กลับไม่มีรายงานว่าพบการสืบพันธุ์ในธรรมชาติอีกเลย จนมีข้อสันนิษฐานว่าพวกมันสูญเสียสัญชาตญาณสัตว์ป่าไปแล้ว ทำให้แผนการอนุรักษ์คางคกไวโอมิงในธรรมชาติตอนนี้ มีเพียง

การปล่อยประชากรเกิดใหม่สู่พื้นที่อนุรักษ์เท่านั้น แต่ยังไม่สามารถเพิ่มประชากรด้วยการขยายพันธุ์ในธรรมชาติได้

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งอุปสรรคที่ทำให้การรักษาสายพันธุ์คางคกชนิดนี้ยังไม่มีความแน่นอนนัก นั่นคือการระบาดของเชื้อราในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เรียกว่า Batrachochytrium dendrobatidis

“เนื่องจากเชื้อรา chytrid ไม่สามารถกำจัดให้หมดไปในสิ่งแวดล้อมได้ความหวังของเราก็คือสัตว์ที่เป็นผู้ใหญ่เหล่านี้จะมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากกว่ากับ chytrid ในป่ามากกว่าคู่ที่อายุน้อยกว่า” Lizzy Mack นักวิทยาศาสตร์ด้านปลาและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐอเมริกากล่าว ผู้ที่เชี่ยวชาญในคางคกไวโอมิง

นักชีววิทยาหวังว่าจะทดสอบทฤษฎีของพวกเขาเมื่อพวกเขากลับไปยังที่หลบภัยสัตว์ป่าแห่งชาติของ Mortenson Lake และอีกสองแห่งในปีพ. ศ. คางคกที่ปล่อยออกมาแต่ละคนมีป้ายระบุอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กใต้ผิวหนังที่เป็นก้อน

งานวิจัยนี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับโครงการการเลี้ยงสัตว์อื่น ๆ ที่ถูกกวาดล้างสำหรับสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่ถูกคุกคาม

ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่คุกคามต่อการอยู่รอดของคางคกชนิดนี้ และยังไม่มีวิธีรับมือที่เป็นรูปธรรม

คางคกโพรงเม็กซิโก

คางคกโพรงเม็กซิโก

คางคกโพรงเม็กซิโก

คางคกโพรงเม็กซิโก

คางคกโพรงเม็กซิโก (อังกฤษMexican burrowing toad, Burrowing toadชื่อวิทยาศาสตร์Rhinophrynus dorsalis) เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดหนึ่ง ในอันดับกบ (Anura)

จัดเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Rhinophrynus และวงศ์ Rhinophrynidae 

มีลำตัวกลมและแบนราบ ส่วนหัวหลิมและมีแผ่นหนังที่ปลายของส่วนหัว ตามีขนาดเล็ก ไม่มีแผ่นเยื่อแก้วหู สามารถอ้าปากเพื่อให้ส่วนปลายของลิ้นพลิกกลับและยืดออกมาได้อย่างสะดวกมาก สำหรับกินมดหรือปลวกเป็นอาหาร มีกระดูกสันหลังหน้ากระดูกก้นกบ 8 ปล้อง กระดูกสันหลังมีเซนทรัลเป็นแบบอย่างของโอพิสโธซีลัส

กระดูกหัวไหล่เป็นแบบอย่างของอาร์กซิเฟอรัล ไม่มีกระดูกหน้าอก กระดูกแอสทรากาลัสและกระดูกแคลคาเนียมเชื่อมรวมกันเฉพาะตัวและส่วนปลาย ไม่มีกระดูกแทรกระหว่างกระดูกนิ้ว 2 ชิ้นสุดท้าย ลูกอ๊อดมีช่องปากยาวและแคบ ไม่มีจะงอยปากและไม่มีตุ่มฟันบริเวณปาก ช่องเปิดห้องเหงือกมี 2 ช่องอยู่ทางด้านข้างของลำตัว กินอาหารด้วยการกรองเข้าปาก

คางคกบกตะวันตกมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาเหนือตะวันตก คางคกมีผิวสีเทาหรือสีเขียวคล้ำที่มีแถบสีขาวหรือครีมหลัง คางคกครอบครองเทือกเขาร็อคกี้สวนผลไม้และป่าชายฝั่ง คางคกตะวันตกมีการใช้งานทุกวันในระดับความสูงต่ำบางครั้งจำศีลในฤดูหนาวในระดับสูง พวกเขาวางไข่ในน้ำหลังจากที่การเปลี่ยนแปลง

ฟักเกิดขึ้นภายในสามเดือน คางคกที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างวันบนพื้นป่าในดินใต้โขดหินท่อนซุงหรือโพรงหนู พวกเขากินส่วนใหญ่ในผึ้งแมลงเต่าทอง arachnids กั้ง sowbugs และตั๊กแตน ชนิดนี้ใกล้จะถูกคุกคามเนื่องจากการปล้นสะดมโดยปลาสัตว์เลื้อยคลานสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและนกและการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อมด้วยสารเคมีทางการเกษตร

กบอเมริกันบูลฟร็อก

กบอเมริกันบูลฟร็อก

กบอเมริกันบูลฟร็อก

กบอเมริกันบูลฟร็อก

 การเลี้ยง บูลฟร็อก ควรเลี่ยงการให้อาหารสด เพราะจะทำให้น้ำในบ่อเน่าเสียเร็ว ส่งผลให้เกิดโรคและทำให้การเจริญเติบโตช้าลง ลูกอ๊อดของกบ บูลฟร็อก ในระยะที่มีการงอก 2 ขาหลังจะมีขนาดใหญ่กว่าลูกอ๊อดของกบนา 5-7 เท่า มันจะพัฒนารูปร่างให้โตใหญ่อย่างรวดเร็วจน บูลฟร็อก ถูกขนานนามว่า “กบยักษ์” เมื่ออายุ 6-12 เดือน

 

กบอเมริกันบูลฟร็อก (อังกฤษAmerican bullfrogชื่อวิทยาศาสตร์Lithobates catesbeianus) เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดหนึ่ง ในอันดับกบ (Anura) ในวงศ์กบนา (Ranidae)

เป็นกบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โตเต็มที่มีน้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัมขึ้นไป ตัวที่โตมีความยาวถึง 8 นิ้ว มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือทางด้านตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่อยไปจนถึงตอนกลางของประเทศ ต่อมามีการนำไปเลี้ยงแพร่กระจายทางด้านตะวันตกของประเทศ

กบอเมริกันบูลฟร็อก

 

 ความแตกต่างของ บูลฟร็อก ระหว่างตัวผู้กับตัวเมีย นอกจากอวัยวะเพศแล้ว บูลฟร็อก ตัวผู้จะมีวงแก้วหูใหญ่กว่าตาและอยู่ทางด้านหลัง ลำตัวจะมีสีเข้มบริเวณใต้คางซึ่งมีสีจะเหลืองปนเขียวอย่างชัดเจนบริเวณใต้คางจะเป็นสีเหลือง แต่ บูลฟร็อก

เพศเมีย ผิวหนังจะสดใสกว่าและมีวงแก้วหูเล็กกว่าตา บูลฟร็อก เมื่อโตเต็มวัยจะมีขนาดยาวประมาณ 8-10 นิ้ว และจะส่งเสียงร้องดังคล้ายวัว ขยายพันธุ์ได้เมื่ออายุ 12-18 เดือน ตัวผู้จะเป็นผู้ออกอาการโดย เพื่อเรียกหาคู่ หากตัวเมียที่มีความพร้อมบริเวณเอวจะพองโต ท้องอูมเมื่อพลิกด้านท้องขึ้นจะไม่เห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนัง เมื่อไข่ถูกผสมน้ำเชื้อแล้วจะฟักออกเป็นตัวภายในเวลา 3 วัน

 การเลี้ยง บูลฟร็อก ควรเลี่ยงการให้อาหารสด เพราะจะทำให้น้ำในบ่อเน่าเสียเร็ว ส่งผลให้เกิดโรคและทำให้การเจริญเติบโตช้าลง ลูกอ๊อดของกบ บูลฟร็อก ในระยะที่มีการงอก 2 ขาหลังจะมีขนาดใหญ่กว่าลูกอ๊อดของกบนา 5-7 เท่า มันจะพัฒนารูปร่างให้โตใหญ่อย่างรวดเร็วจน บูลฟร็อก ถูกขนานนามว่า “กบยักษ์” เมื่ออายุ 6-12 เดือน

 

นายชุริน ภัทรดิลก

นายชุริน ภัทรดิลก

   นายชุริน ภัทรดิลก

นายชุริน ภัทรดิลก

    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก สาวสวย สาวหล่อ หนุ่มฮอต เปตอง ทั่วประเทศไทย

นักกีฬาเปตองหญิงทีมชาติไทย ซึ่งลงแข่งในประเภททีมหญิง 3 คน เฉือนชนะทีมฝรั่งเศส ประเทศเจ้าภาพ จนสามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศเป็นสมัยที่ 6 ในการแข่งขันเปตองชิงแชมป์โลก ครั้งที่ 14 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมองด์ตูบอง ประเทศฝรั่งเศส

ด้าน นายชุริน ภัทรดิลก เลขาธิการสมาคมเปตองแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทีมเปตองสาวไทยเล่นได้ดี ประทับใจแฟน ๆ กีฬาเปตองรอบ ๆ สนาม และกองเชียร์ฝรั่งเศสก็หันมาปรบมือเชียร์สาวไทยดังลั่นสนาม ส่วนทีมไทยยิ่งเล่นยิงดี โดยในครั้งนี้ นับว่าเป็นการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 6 และถือครองตำแหน่งแชมป์มากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม ทีมเปตองสาวไทยจำนวน 4 คน ที่คว้าแชมป์โลกในครั้งนี้ จะได้รับเงินอัดฉีดจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) คนละ 1,000,000 บาท  และทางสมาคมฯ จะมอบเงินให้อีกคนละ 30,000 บาท ขณะที่

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะให้แก่ แชมป์โลกหญิง และทีมเยาวชนไทยที่คว้า 2 แชมป์โลกมาก่อนหน้านี้  ที่สำนักงานใหญ่ กฟผ. บางกรวย จ.นนทบุรี ในวันที่ 11 ตุลาคมนี้ เวลา 18.00 น

นายชุริน ภัทรดิลก เลขาธิการสมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย เผยว่า หลังจากที่เรียกนักเปตองมาเก็บตัวและฝึกซ้อมกัน ที่สนามเปตองในร่มของสมาคมกีฬาเปตองฯ หัวหมาก ตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุดสมาคมได้คัดเลือกนักเปตอง เพื่อเป็นตัวแทนทีมชาติไทยไปร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่มาเลเซียเรียบร้อยแล้ว เป็นนักกีฬาชาย 8 คน และหญิง 8 คน ผู้ฝึกสอน 5 คน และเจ้าหน้าที่ประจำทีม 2 คน