แกงเหลือง

แกงเหลือง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แกงเหลือง

แกงเหลือง ที่ภาคใต้จะเรียกกันว่าแกงส้ม แกงพื้นบ้านที่ทำกินกันง่ายๆ เพิ่มความเปรี้ยวด้วยหน่อไม้ดอง บ้างก็ใส่มะละกอดิบลงไปด้วย แล้วแต่ชอบเลยค่ะ
สูตร แกงเหลืองปลากระพง เข้มข้นด้วยพริกแกงทำเอง
ส่วนผสม
ขมิ้น 15 กรัม
หอมแดง 7 หัว
กระเทียม 4 กลีบ
พริกกระเหรี่ยง 15 กรัม
พริกแห้ง 10 กรัม
กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา
น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
หน่อไม้ดอง 400 กรัม
ปลากะพง 1 ตัว
น้ำปลา 1/ 2 ถ้วย
น้ำมะนาว 15 มิลลิลิตร
วิธีทำ
1. นำขมิ้นหอมแดง กระเทียม พริกกระเหรี่ยง พริกแห้ง กะปิ และเกลือ ลงไปในเครื่องปั่น
2.ต้มน้ำให้เดือด ใส่พริกแกงที่ปั่นไว้ลงไป จากนั้นก็ใส่หน่อไม้ดอง และปลากระพง ไม่ต้องคน รอจนปลาสุก
3. ปรุงรสด้วย น้ำปลาและมะนาว คนให้เข้ากันแล้วตักใส่ถ้วยเสิร์ฟ

แอมฟิอูมา

แอมฟิอูมา

แอมฟิอูมา (อังกฤษ: Amphiuma, Conger eel) เป็นวงศ์ของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในอันดับย่อยซาลาแมนเดอร์ อันดับ Caudata วงศ์หนึ่ง ใช้ชื่อวงศ์ว่า Amphiumidae

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แอมฟิอูมา

เป็นวงศ์ที่คงรูปร่างของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำในวัยอ่อนไว้เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ คือ ไม่มีเปลือกตา ไม่มีลิ้น ไม่มีเหงือกภายนอก แต่มีเหงือกภายใน และมีช่องเปิดเหงือก 1 คู่ มีขาทั้ง 2 คู่ แต่มีขนาดเล็กมาก และมีจำนวนนิ้วที่แตกต่างกันตั้งแต่ 1-3 นิ้ว มีฟันและมีปอด มีลักษณะเด่น คือ มีลำตัวเรียวยาวคล้ายปลาไหลหรืองูและมีความยาวแตกต่างกัน ตั้งแต่ 33 เซนติเมตร จนถึง 1.2 เมตร

พบกะจายพันธุ์อยู่เฉพาะแหล่งน้ำที่มีกระแสน้ำไหลไม่แรง ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น และบางครั้งอาจขึ้นมาบนบก โดยสามารถกินได้ทั้งสัตว์น้ำและสัตว์บก เช่น แมลง, กุ้ง, ปู, หอย, ปลา, สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำพวกอื่น และหนูตัวเล็ก ๆ ก็สามารถกินได้ หากินในเวลากลางคืน

มีการปฏิสนธิภายในตัว โดยตัวผู้จะถ่ายสเปอร์มาโทฟอร์เข้าไปในช่องทวารร่วมของตัวเมียโดยตรง ขณะเกี้ยวพาราสีกัน ตัวเมียวางไข่บนพื้นโคลนใกล้แหล่งน้ำที่อาศัยและเฝ้าดูแลไข่

แอมฟิอูมา มีเพียงสกุลเดียวเท่านั้น คือ Amphiuma แตกต่างกันไปตามจำนวนของนิ้วที่ปรากฏ[2]

แอมฟิอูมาสามนิ้ว (Amphiuma tridactylum)[3]

แอมฟิอูมาสองนิ้ว (Amphiuma means)

แอมฟิอูมานิ้วเดียว (Amphiuma pholeter)

กิ้งก่าคาเมเลี่ยนแจ็คสัน หรือ กิ้งก่าคาเมเลี่ยนสามเขา

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ กิ้งก่าคาเมเลี่ยนแจ็คสัน หรือ กิ้งก่าคาเมเลี่ยนสามเขา

กิ้งก่าคาเมเลี่ยนแจ็คสัน หรือ กิ้งก่าคาเมเลี่ยนสามเขา (อังกฤษ: Jackson’s chameleon, Three-horned chameleon; ชื่อวิทยาศาสตร์Trioceros jacksonii) เป็นกิ้งก่าคาเมเลี่ยนชนิดหนึ่ง

มีความยาวลำตัวจรดหางประมาณ 10 นิ้ว มีลักษณะเด่น คือ มีสันแข็งคล้ายเขา 3 เขาอยู่บริเวณด้านหน้าของส่วนหัว ยกเว้นในเพศเมียไม่มีเขา หรือมีแต่เฉพาะส่วนจมูกเท่านั้น ผิวหนังมีหยาบและขรุขระ และสีลำตัวมักเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อม ตามอุณหภูมิหรืออารมณ์ บางครั้งเพื่อพรางตัวจากผู้คุกคามหรือพรางตัวเพื่อเป็นผู้ล่าเสียเอง

กิ้งก่าคาเมเลี่ยนแจ็คสัน มีถิ่นกระจายพันธุ์แถบเคนยา และแทนซาเนีย ในแอฟริกาตะวันออก สามารถพบได้ในระดับที่สูงมากกว่า 3,000 เมตร นับเป็นกิ้งก่าคาเมเลี่ยนที่พบได้ไม่ง่ายนักในธรรมชาติ และถูกนำเข้าไปในฮาวาย ในช่วงทศวรรษที่ 70 เพื่อเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง ซึ่งสามารถปรับตัวให้กับสภาพแวดล้อมสามารถแพร่ขยายพันธุ์เอง

ได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นการเกียรติแก่ เฟดเดอริก จอห์น แจ็คสัน นักปักษีวิทยาและนักสำรวจธรรมชาติชาวอังกฤษ โดย จอร์จ อัลเบิร์ต บุนเลเยอร์ นักสัตววิทยาชาวเบลเยี่ยม ในปี ค.ศ. 1896 ขณะที่ชื่อวิทยาศาสตร์คำว่า trioceros มาจากภาษากรีกคำว่า τρί- (tri-) หมายถึง “สาม” และ κέρας (kéras) หมายถึง “เขา” อันเป็นลักษณะเด่นเฉพาะตัวนั่นเอง[1][2]

กิ้งก่าคาเมเลี่ยนแจ็คสัน เป็นกิ้งก่าคาเมเลี่ยนชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง เนื่องจากมีลักษณะคล้ายไดโนเสาร์ หรือสัตว์เลื้อยคลานในยุคก่อนประวัติศาสตร์ย่อส่วนมา โดยมีอายุขัยเฉลี่ยเพียง 2 ปีเท่านั้น แต่ก็มีผู้ที่เลี้ยงได้อย่างยาวนานถึง 5-10 ปี ในที่เลี้ยงต้องมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก กว้างขวางพอสมควร มีกิ่งไม้หรือต้นไม้ให้เกาะและป่ายปีน เลี้ยงโดยการให้แมลง เช่น จิ้งหรีด หรือหนอนคลุกกับวิตามิน วันละ 2 ครั้ง อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 17-26 องศาเซลเซียส และมีแสงยูวีให้เพื่อสร้างความอบอุ่น สามารถที่จะแพร่ขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้

 

 รุ่นพี่นางรำ

รุ่นพี่นางรำ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ นางรำ

งานโรงเรียนยังคงมีต่อไป การแสดงทั้งหมด ถูกดำเนินซ้ำเดิมอีก 2 วัน นิวพยายามไม่คิดถึงเรื่องที่เกิดเมื่อวาน ไม่มองขณะแสดง เพราะนิวต้องทำหน้าที่ตรงนั้น เลยอยากมีสมาธิ และไม่อยากเห็นอะไรที่ไม่ควรเห็น แต่วันนี้ พอการแสดงจบ ก็ไม่มีใครร้องไห้ หรือเจออะไรเหมือนเมื่อวานแล้ว

จนวันสิ้นสุดงาน เกิดเหตุการณ์ขนลุกกับ นุ่น เพื่อนในกลุ่มนิวเอง นุ่นก็เป็นเด็กนาฏศิลป์อีกคน ที่ขึ้นรำเหมือนกัน พอเสร็จการแสดง ครูขอให้นุ่น มาช่วยพับชุดรำเก็บเข้าตู้ เกือบหกโมงเย็น เหลือนุ่นกับครูแค่สองคน สักพักครูขอตัวไปเซ็นชื่อที่ธุรการ นุ่นจึงต้องนั่งในห้องนั้นคนเดียว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ห้องนาฏศิลป์อยู่ชั้น 2 ของโรงอาหาร ขึ้นบันไดไปจะเจอห้องโล่งๆ ใหญ่ นอกจากใช้เรียนรำแล้ว ยังเป็นที่วางอุปกรณ์กีฬาด้วย บรรยากาศเวลานั้น วังเวงเป็นทวีคูณ เมื่อรวมกับเหตุการณ์ของพี่ฟ้าในวันแรก นุ่นกลับกลบความกลัว ด้วยการพูดกับตัวเองเล่นๆ ว่า ‘อยากกลับบ้านแล้ว แต่ยังไม่เสร็จเลย ถ้าพี่ฟ้าอยู่ตรงนี้ มาช่วยนุ่นหน่อยสิ..’ สักพัก นุ่นได้ยินเสียงคนขึ้นบันไดมา คิดว่าเป็นครู จึงหันไปมองแต่ก็ไม่เห็นใคร นุ่นคิดว่าอาจเจออะไรเข้าแล้ว.. จึงก้มหน้าก้มตาพับผ้าต่อไป ไม่เงยหน้าขึ้นมา แต่นุ่นก็รู้สึกได้ว่า จุดที่อยู่นอกโฟกัสสายตา เป็นเงา เหมือนกับมีคน กำลังเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเห็นชัดว่าเป็นเท้า และชายผ้าชุดรำ หยุดยืนอยู่ตรงหน้า นุ่นได้แต่ก้มหน้าหลับตา คางชิดอกที่สุด เท่าที่จะทำได้ ทันใดนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงผู้หญิง ที่นุ่นจำได้แม่น ว่าเป็นเสียงพี่ฟ้า พูดว่า ‘ให้พี่ช่วยอะไรไหมคะ?’ เป็นเสียงพูดปกติ ไม่ยาน เหมือนที่เคยได้ยินในหนังผี แต่นุ่นรู้ว่าไม่ใช่เสียงของคน เพราะถ้าเป็นเสียงคน เราจะรู้ว่า ต้นกำเนิดเสียงมาจากตรงไหน แต่ที่นุ่นได้ยิน กลับเป็นเสียง ที่ดังก้องจากข้างในหูของนุ่นเอง นุ่นไม่ตอบอะไรหลับตา ไม่กล้าขยับ อยู่อย่างนั้นเป็นนาที.. เมื่อคิดว่ามีสติพอ จึงลุกขึ้น หันออกนอกหน้าต่าง สูดหายใจเข้าลึก แล้วไม่หันกลับไปอีก.. จนครูกลับมา จากนั้นก็ไม่มีเห็นอะไรอีกแล้ว

สำหรับเรื่องที่หลังเวที นิวลองมาคิดดูเล่นๆ ว่า เป็นไปได้ไหม? ที่นิวก็อาจเห็นพี่ฟ้าตรงนั้น แต่ไม่ทราบว่าเป็นผี แค่เพราะนิวไม่รู้จักหน้าพี่ฟ้า แต่หากว่านิว รู้จักพี่ฟ้ามาก่อน เรื่องเล่าในวันนี้ อาจจะกลายเป็นประสบการณ์ตรง ของนิวเองก็ได้ค่ะ

 

 

สระว่ายน้ำ

สระว่ายน้ำ

ปกติ ก่อนจะลงสระ ผมก็จะวิ่งรอบสระ ประมาณ 10 รอบ เพื่อเป็นการวอร์มร่ายกายเสมอ และช่วงเวลาที่ผมมา ก็จะไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่ นอกจากผู้ชายต่างชาติคนนึง ที่มักจะมาช่วงเดียวกับผมเสมอ และก็จะวิ่ง เพื่อวอร์มร่ายกายก่อนเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยได้คุยกัน นอกจากทักทายกัน ด้วยการยิ้ม.. วิ่งเสร็จผมก็ล้างตัว ลงสระ ก็ว่ายน้ำตามปกติของผม ประมาณ 40 นาที แล้วก็อาบน้ำกลับบ้าน

พอถึงช่วงสอบ ช่วงนั้นต้องอ่านหนังสือสอบอย่างหนัก เพราะเป็นเทอมสุดท้ายด้วย ประกอบกับต้องเดินทาง ไปต่างประเทศกับครอบครัวต่ออีก เลยไม่ได้ไปว่ายน้ำเลย พอพ้นช่วงนั้น ผ่านไปราว 2 เดือน  ผมก็มีโอกาสได้แวะไปว่ายน้ำอีกครั้ง วันนี้ที่สระเงียบมาก ไม่มีคนเลยครับ.. ราวๆ ทุ่มตรง  ขณะที่ผมวิ่งรอบสระ รอบสุดท้าย จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนวิ่ง จากด้านหลัง   แต่พอหันกลับไปกลับไม่มีใคร.. พอหันหน้ากลับมา

ก็เห็นชายต่างชาติคนเดิม วิ่งนำหน้าผมอยู่ ทีแรกก็งง ว่ามาตอนไหน คิดว่าคงวิ่งแซงไป ตอนที่เราหันหลังกลับมามอง..    จากนั้นผมก็ลงไปว่ายน้ำครับ ระหว่างว่ายน้ำ คงเพราะไม่ได้ว่ายมานาน ผมรู้สึกเหมือนมันหนักแขน หนักขา ว่ายไม่ค่อยจะไป เลยยืนพักหายใจที่ขอบสระสักครู่ ก็มองชายต่างชาติคนนั้นวิ่งไปเรื่อย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

จนผมหายเหนื่อยก็ว่ายต่อครับ.. ตอนนั้นว่ายท่ากรรเชียง เพราะจะไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ จังหวะที่กำลังจะถึงขอบสระ มือผมก็ตียื่นไป เพื่อจะรอจับว่าถึงขอบสระรึยัง จังหวะนั้นเอง ในมือผมก็สัมผัสได้ถึงเส้นผมครับ เส้นผมเป็นกำเลย ผมตกใจนึกว่าไปชนใครเข้า แต่พอกลับตัวมาดูก็ไม่มีใคร.. ตอนนั้นเริ่มใจเสียครับ แต่ยังเห็นชายคนนั้นวิ่งอยู่ เลยอุ่นใจ ก็ว่ายต่ออีกรอบไปกลับ ด้วยท่าฟรีสไตล์ พอตอนที่ไปถึงกลางสระ ตรงนั้นลึก 3 เมตรกว่าครับ

จังหวะที่ผมเงยหน้าหายใจ และก้มลงน้ำอีกครั้ง ผมเห็นเป็นหน้าผู้หญิงอ้วน ผมยาว ลอยผ่านหน้าผมไป หน้าเกือบจะชนกัน! ผมตกใจ เสียจังหวะ จนเผลอสำลักน้ำ และจู่ๆ  ก็รู้สึกเหมือนมีมือมาจับที่ขาผม พยายามจะดึง แต่ตรงนั้นผมไม่สามารถยืนถึง

จนสุดท้ายผมตะเกียกตะกาย ไปจนเกือบถึงขอบสระ เห็นมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามา ผมรีบจับไว้ และมือนั้นก็ดึงผมเข้าฝั่ง คือชายต่างชาติคนนั้นเอง  ที่ช่วยผม คำเดียวที่เค้าพูดมาคือ ‘ระวังด้วยนะ’ เป็นภาษาอังกฤษ และเค้าก็วิ่งต่อ ส่วนผมมองลงไปในสระน้ำ ก็ว่างเปล่า

ผมนี่รีบอาบน้ำ ขับรถกลับบ้านทันที ขนลุกไปตลอดทางเลย.. พอกลับถึงบ้าน ผมรีบสวดมนต์ แล้วเข้านอนทันที ซึ่งปกติ ผมไม่เคยสวดมนต์ก่อนนอนนะครับ.. วันต่อมาด้วยความสงสัย   ว่าที่สระว่ายน้ำต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ ผมเลยไปที่สโมสร ทั้งที่เป็นวันหยุด แต่กลับดูเงียบๆ      ไม่มีคน ผมไปถามที่ออฟฟิศ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

เจ้าหน้าที่ผู้หญิงดูหน้าเจื่อนๆ    และบอกผมว่า ‘เมื่อเดือนที่แล้ว มีผู้หญิง อายุประมาณ 35 มาว่ายน้ำ แล้วเกิดเป็นตะคริว กำลังจะจมน้ำ แต่ก็ไม่มีคนลงไปช่วย    จนมีชายต่างชาติคนนึง กระโดดลงไปช่วย แต่ผู้หญิงคนนั้นก็เอาแต่ตกใจ กดชายคนนั้นไม่ปล่อย สุดท้ายจมน้ำเสียชีวิตทั้งคู่.. ผมได้ฟังอย่างนั้นนี่ ขนผมลุกกว่าเดิม 2 เท่าเลยครับ.. ผีหลอก 2 ชั้นเลย แต่อีกใจนึงก็รู้สึกขอบคุณ เพราะไม่อย่างนั้น ผมอาจจะเป็นอีกศพนึง ในสระนี้ก็เป็นได้

 

ปอกแอปเปิ้ล

ปอกแอปเปิ้ล

เมื่อสมัยยังเรียนมหาวิทยาลัย เราก็ถือว่าเป็นคนหนึ่งที่ดูดี แต่เราก็ยังไม่เคยมีแฟนเลย อาจจะเป็นเพราะเราช่างเลือกก็ได้ในตอนนั้น วันนึงเราไปห้องสมุดกับเพื่อนอีก 2 คน เพื่อนเราคนหนึ่ง ก็ไปอ่านเจอเรื่องของความเชื่อแปลกๆ ที่ว่า ถ้าจุดเทียน และปอกเปลือกแอปเปิ้ลหน้ากระจกตอนเที่ยงคืน จะเห็นเนื้อคู่ในกระจก โดยที่จะต้องปอกเปลือกแอปเปิ้ลไม่ให้ขาดเลยในครั้งเดียว ฟังแล้วทุกคนก็หัวเราะ และก็บอกให้เราลองกลับไปทำดู เผื่อจะได้รู้ว่าแฟนจะหน้าตาเป็นยังไง

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

คืนนั้นเราก็ลองทำเล่นๆ ดู โดยที่จุดเทียนหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง และเตรียมมีดมาปอกเปลือกแอปเปิ้ล พอนาฬิกาเป็นเวลาเที่ยงคืนเราก็เริ่มปอกเปลือก ซึ่งเราเป็นคนปอกเปลือกแอปเปิ้ลได้อยู่แล้ว มันก็เลยไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับเรา ที่จะปอกเปลือกออกทั้งหมดไม่ให้ขาดเมื่อเราปอกเปลือกเสร็จ เราก็เงยหน้ามองที่กระจก แต่สิ่งที่เห็นก็คือหน้าตัวเอง ไม่ได้มีอะไร ซึ่งเราก็คิดในใจว่า ก็มันเป็นแค่ความเชื่อ มันจะเป็นไปได้ยังไง แล้วเราก็เข้านอน วันต่อมาเราตื่นขึ้นมา เพื่ออาบน้ำเตรียมตัวไปมหาวิทยาลัย ตอนอาบน้ำ เราก็สังเกตุเห็นที่ต้นแขนมีรอยเขียวช้ำ แต่ไม่เจ็บปวดอะไร ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้เอะใจ.. และในแต่ละวันทุกเช้า เราก็จะเห็นรอยเขียวช้ำขึ้นเพิ่ม ตามต้นขา ไหล่ คอ หน้าอก.. จนกระทั่งเพื่อนทักว่าทำไมช่วงนี้เราดูหน้าโทรม เหมือนคนไม่ได้นอนเลย?  เราเลยเล่าเรื่องรอยช้ำให้เพื่อนฟัง แต่ไม่ให้บอกใคร จนเพื่อนเราก็เป็นห่วง และบอกว่าจะมานอนเป็นเพื่อนด้วย คืนนั้น หมวยเพื่อนเราก็มานอนด้วยที่บ้าน และหมวยยังแซวอยู่เลยว่ามีเทียนหน้ากระจกด้วย อย่าบอกนะว่า ปอกแอปเปิ้ล เราก็ไม่ได้ตอบอะไร เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นขึ้นมา เราเห็นหมวยนั่งมองเรา สีหน้าไม่ค่อยดีเลย คำแรกที่หมวยพูดคือ แกต้องไปวัดเดี๋ยวนี้เลย เราก็ได้แต่งง

หมวยพาเราไปวัดใกล้ๆ มหาวิทยาลัย พร้อมกับขวัญเพื่อนอีกคน ที่หมวยโทรเรียกมา เมื่อพวกเราไปพบกับพระรูปหนึ่ง ท่านถามเราคำแรกเลยว่าไปทำอะไรมา ทุกวันนี้เราต้องเข้าวัดทุกอาทิตย์ เพื่อมาทำบุญให้ดวงวิญญาณ และทำพิธีสะเดาะเคราะห์ หลังจากนั้น เราก็ไม่เคยเจอเรื่องน่ากลัวแบบนั้นอีกเลย

 

การเชิญพิสดาร

การเชิญพิสดาร

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

วันหนึ่งไส้กรอกขาวได้รับคำเชิญจากบัตรเชิญให้ไปกินเลี้ยงที่บ้านของไส้กรอกแดงผู้เป็นเพื่อนสนิท เมื่อไส้กรอกขาวเดินทางไปถึงหน้าบ้านของไส้กรอกแดงผู้เป็นเพื่อนสนิท เจ้าไส้กรอกขาวก็พบว่าบ้านที่จัดงานเลี้ยงเป็นชั้นๆขึ้นไปคล้ายขั้นบันไดสูง พอไส้กรอกขาวปีนขึ้นไปพบว่าแต่ละชั้นมีของแปลกๆอยู่ เช่นไม้กวาดที่ชอบหาเรื่อง และชอบชวนคนอื่นทะเลาะหรือจะเป็นลิงที่บาดเจ็บนั่งจ๋อยซึมกระทืออยู่กับที่ พอเจ้าไส้หรอกขาวขึ้นไปถึงชั้นบนสุดก็เข้าไปข้างในบ้านซึ่งมันได้พยายามถามไส้กรอกแดงเพื่อนสนิทเกี่ยวกับเรื่องพวกของแปลกๆหน้าบ้านแต่เจ้าไส้กรอกแดงเพื่อนรักกลับไม่ตอบอะไร และได้ปลีกตัวเข้าไปในครัวเพื่อจะเตรียอาหารออกมาเลี้ยงต้องรับไส้กรอกขาวเพื่อนรักที่มาตามบัตรเชิญของเขา

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ผี

 

แต่แล้วในขณะที่ไส้กรอกขาวกำลังครุ่นคิด เหม่อลอยเหม่อมองออกไปผ่านหน้าต่างไปที่หน้าบ้านของเจ้าไส้กรอกแดงอยู่นั้นเอง จู่ๆก็มีตัวประหลาดอะไรบางอย่างกระโดดเด้งขึ้นเด้งลงร้องเข้ามาข้างในตัวบ้านหลังนี้เป็นของฆาตกรไส้กรอกสร้างความสะดุ้งตระหนกตกใจแกไส้กรอกขาวเป็นอย่างมากทำให้มันรีบพรวดตกลงจากหน้าต่างชั้นบนแบบไม่ทันรู้เห็นใบหน้าหรือหันกลับไปดูให้แน่ใจเลยว่าใครเป็นเจ้าของเสียงร้องที่กระโดดพรวดเข้ามาสร้างความสะดุ้งตกใจนั้น ฝ่ายไส้กรอกแดงที่ได้ยินเหตุการณ์ก็รีบลนวิ่งออกมาจนลืมตัวแล้วถือมีดอีโต้ที่พึ่งลับคมติดออกมาด้วย ทำให้ไส้กรอกขาวที่ชำเลืองเหลือกขึ้นมาเห็นรีบหันกลับไปตั้งหน้าตั้งตาวิ่งเร่งฝีเท้าหนีไปให้ไกลยิ่งกว่าเดิมแม้ไส้กรอกแดงจะพยายามร้องเรียกมันแล้วก็ตาม มันก็ยังคงวิ่งหนีไปจากบ้านของตนอย่างไม่คิดชีวิต หลังจากนั้นไส้กรอกแดงก็หันกลับมาร้องต่อว่าเจ้าไข่ประหลาดที่กระโดดเด้งขึ้นเด้งลงที่กำลังหัวเราะชอบใจอยู่ ซึ่งมันคือตัวประหลาดที่ร้องตะโกนเข้ามาแกล้งเจ้าไส้กรอกขาวที่กำลังพิศวงกับบ้านงานเลี้ยงอยู่เมื่อกี้

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ไส้กรอกแดงจึงกล่าวออกมาอย่างหัวเสียว่า แกไอไข่จอมโกหกแกล้งคนอื่นอีกแล้วใช่ไหม แต่ดูอาการเจ้าไขไร้ใบหน้าที่กำลังกระโดดด้วยขาพังผื่นทั้งสองข้างที่แทงออกมานอกเปลือก จะไม่สำนึกผิดเลยเมื่อได้ฟังไส้กรอกแดงที่เป็นเจ้าของงานร้องต่อว่า ทำให้เจ้าไส้กรอกแดงได้หันกลับไปมองตามหลังเจ้าเพื่อนไส้กรอกขาวเพื่อนสนิทที่วิ่งหนีออกจากบ้านงานเลี้ยงไปไกลจากหน้าต่างชั้นบนบานนั้น

อาหารเป็นยา ข้าวสาลี

ข้าวสาลี ”แป้งที่มีโปรตีนสูง”

 

Image result for ข้าวสาลี

ถ้าเมื่อไหร่ที่เรากินขนมปังเมื่อนั้นเราก็ได้กินข้าวสาลีแล้วล่ะค่ะตอนลูกๆยังเล็กชอบกินมักกะโรนีดิฉันทำให้กินกันบ่อยมากมักกะโรนีก็ทำมาจากข้าวสาลีเช่นกันในประเทศไทยมีการปลูกมากที่อำเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่อำเภอบ่อเกลือจังหวัดน่านและอำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมาข้าวสาลีเป็นอาหารประเภทแป้งที่มีโปรตีนสูงแบบไหนกันนะเรามาดูกันค่ะ

เป็นอาหาร : มีการนำข้าวสาลีมาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เช่น ขนมปัง แป้งสาลีที่ใช้ในการทำขนมอบต่างๆ นอกจากนี้ยังมีสปาเก็ตตี้ มักกะโรนี พาสต้า และบะหมี่ต่างๆ เมื่อกินข้าวสาลีเป็นอาหารจะให้ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมาก เช่น กลุ่มวิตามินบี วิตามินซี และวิตามินเค ที่สำคัญข้าวสาลีมีโปรตีนสูงถึง 25 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมด ซึ่งนับว่าสูงกว่าเนื้อปลา ไข่ แม้นแต่ถั่วต่างๆ

เป็นยา : ข้าวสาลีสามารถช่วยให้ผู้ป่วยระยะพักฟื้นหายเร็วขึ้นและช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน โรคกระเพาะอาหารอักเสบ และถ้านำเมล็ดข้าวสาลีที่แก่จัดมาต้มแล้วนำมาดื่มจะเป็นยารักษาโรคหัวใจ ลดความดันโลหิตสูง ช่วยให้หลับสบาย

เรื่องที่น่าสนใจต่อไป >>

อาหารเป็นยา : มะไฟ

มะไฟ

Image result for มะไฟ

อยากจะบอกว่ามะไฟกับละไมเขาเป็นพี่น้องกันก็เหมือนลองกองกับลางสาดหรือขนุนกับจำปาดะนั่นแหละค่ะมาไฟมีประโยชน์ทั้งคนแก่และผลสุกผลแก่สีเขียวรสเปรี้ยวผลสุกสีเหลืองทองมีรสหวานหอมเสียอย่างเดียวเมล็ดแข็งและเนื้อผลเกาะติดแน่นเมื่อคืนผลจะลื่นจำเป็นต้องกลืนจึงเป็นปัญหาว่าจะกินเข้าไปในท้องมากๆระบบขับถ่ายเราจะเป็นอย่างไรดีฉันว่าคุณควรระมัดระวังในการกินมะไฟนะคะ

เป็นอาหาร : คนแก่นิยมนำมาแกงส้มเป็นผักกินกับขนมจีนแกงคั่วหรือจิ้มน้ำปลาหวานก็อร่อยค่ะส่วนผลสุกกินเป็นผลไม้ทั้งหวานหอมอมเปรี้ยวนิดๆมีวิตามินซีสูงและน้ำตาลสูงจึงมีรสหวาน

เป็นยา : ส่วนรากของมะไฟจะมีสรรพคุณทางยามากที่สุดสามารถใช้รักษาโรคตานซา วัณโรคดับพิษร้อนภายในร่างกายบรรเทาอาการของเริมแก้ปวดเข่าปวดข้อแก้ไข้ประดงซึ่งมีอาการผิวหนังเป็นผื่นคล้ายลมพิษผม กับอาการปวดตามข้อ

อาหารเป็นยา : พลูคาว

พลูคาว ”กลิ่นเหม็นคาวปลา”

 

Related image

 

มีใครเคยเด็ดใบพลูคาวมาดมเล่นไหมคะ ถ้าเคยดิฉันทายว่าทุกคนจะทิ้งแทบไม่ทันเพราะมันช่างเหม็นคาวจริงๆ คาวปลาช่อนชัดๆมีโอกาสต้องพิสูจน์ ใครอยากทดสอบกลิ่นพลูคาวลองมาหาดูรับรองต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าเหม็นคาวมากๆ แต่คุณผู้อ่านทราบไหมคะว่าถูกคราวนี้มีสรรพคุณทางยาที่สำคัญมากทีเดียว

เป็นอาหาร : นิยมกินเป็นผักสดโดยเฉพาะชาวเหนือและอีสานมักนำมาแก้มกับน้ำพริกลาบหมูลาบเนื้อก้อยช่วยดับกลิ่นคาว

เป็นยา : เป็นสมุนไพรรสคาวขึ้นใบ มีสรรพคุณแก้กามโรค รักษาโรคมะเร็ง ช่วยให้น้ำเหลืองแห้งและแก้โรคผิวหนังทุกชนิด หรือนำมาตามพ่อแก้พิษแมลงป่อง ใช้พอกฝีชาวเหนือใช้ใบขับพยาธิในตำรายาจีนใช้ภูคาวทั้งต้น เป็นยาขับปัสสาวะรักษาการอักเสบในระบบทางเดินปัสสาวะและระงับการเจริญของเชื้อโรคหลายชนิด