ลิโอเนล เมสซี่

ลิโอเนล เมสซี่

ลิโอเนล เมสซี่

 

ลิโอเนล เมสซี่

        นักเตะที่เป็นที่กล่าวขานสำหรับยุคนี้  Lionel Andres Messi Cuccittini หากเลือกกองหน้าที่ดีที่สุดในโลก อาจจะเป็น Ronaldo แต่ถ้าหากต้องเลือกนักเตะที่ดีที่สุดในโลก บอกได้เลยว่าปัจจุบันนี้มีเพียงคนเดียว คือ Lionel Messi หลังจากที่มีคนอยากเปรียบเทียบ Pele กับ Maradona ในยุคสมัยที่แตกต่าง ปรากฏให้เห็นบนร่างนักเตะมหัศจรรย์ “ลิโอเนล เมสซี่” ที่กลายเป็นตำนาน

เมสซี่เป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์มาก บนเส้นทางในการค้าแข้ง ชีวิตของของเมสซี่ไม่ได้สวยหรู โชคชะตามักเล่นตลกกับเรื่องราวแบบนี้ เนื่องจากเมสซี่มีปัญหาในด้านการเจริญเติบโตของร่างกาย เพราะขาดฮอร์โมนสำหรับการพัฒนา และ ภายในประเทศอาเจนติน่าไม่สามารถรักษา  เหมือนฟ้าประทานแสงสว่างมาให้ การ์เลส เรซัค ผอ.กีฬาของบาร์เซโลนา ประทับใจกับฟอร์มการเล่นของเมสซี่เป็นอย่างมาก จึงยื่นข้อเสนอที่ยอดเยี่ยมด้วยการให้ย้ายไปอาศัยในบาร์เซโลนา พร้อมเข้าทีมสโมสร และจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้

เครื่องจักรแห่งปี 87 เป็นฉายาของ Messi และ เพื่อนร่วมทีมในชุดการแข่งขันเยาวชน เนื่องจากไม่เคยแพ้ในรายการใดเลย นักเตะร่างเล็กมีรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย นอกจากจะเป็น Striker และ ยังเป็น Playmaker ในบางเวลา เรียกได้ว่าเขาเป็นศูนย์กลางของของทีมบาร์เซโลนา

นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการปั่นลูกยิงตั้งเตะเป็นอาวุธที่น่าสะพรึงกลัว

        ทักษะการครองบอล เมสซี่มีกล้ามเนื้อขา และ แขนที่สมดุลกันมาก การเลี้ยงบอลติดกับเท้าเหมือนพรสวรรค์ฟ้าประทาน มีความคล่องตัวและการวิ่งที่รวดเร็ว ทั้งยังมีการทักษะที่หลากหลาย ในยามที่ครองบอลหรือไม่ได้ครองบอลเขาก็น่ากลัวเสมอ เช่น การทำทาง การวิ่งไปยังพื้นที่ว่าง การวิ่งไปรอเพื่อรับบอล

        วิสัยทัศน์ทางบอลการเดาวิธีคิดของเมสซี่เป็นเรื่องที่ยากมาก เนื่องจากทักษะของเขามีความหลากหลาย ส่งบอลสั้นยาวได้อย่างสมดุล เลี้ยงบอล

ส่วนตำแหน่งที่ เมสซี่ ถนัดและชำนาญ คือ ริมเส้นฝั่งซ้าย หากได้อยู่ในเขตพื้นที่สังหาร รับรองได้ว่าอาจจะเกิดประตูอย่างแน่นอน

การทำประตูเมสซี่ มีความเร็วที่เป็นอันตราย มีทักษะการครองบอลที่เป็นเลิศ และ ยังมีความแม่นยำในการทำประตูที่ดีเยี่ยมอีกด้วย ความอันตรายที่ครบเครื่องทำให้เขาดูราวกับ ผู้ที่จะมอบความพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายตรงข้ามได้ตลอดเวลา  สร้างสถิติมากกว่า 30 ประตูติดต่อ 7 ฤดูกาล ทำแฮตทริคมากกว่า 38 ครั้ง และยังสามารถยิงประตูได้ถึง 82 ประตูใน 1 ฤดูกาล (2011/12) ทำประตูไปมากกว่า 600 ประตู กลายเป็นสถิติสโมสรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กีลียาน อึมบาเป ลอแต็ง

กีลียาน อึมบาเป

กีลียาน อึมบาเป ลอแต็ง

กีลียาน อึมบาเป

     Kylian Sanmi Mbappe Lottin หรือ กีลียาน อึมบาเป ลอแต็ง แค่คนไทยเรียกว่า คีเลียน เอ็มบัปเป้ ดาวรุ่งพุ่งแรงดีกรีนักฟุตบอลที่มีความเก่งกาจขนาดค่าตัวเป็นอันดับที่ 2 ของโลกในปัจจุบัน (180 ล้านยูโร) กองหน้าตัวเป้าสายเลือดเมืองน้ำหอม หนุ่มลูกครึ่งแคเมอรูน-แอลจีเรีย แต่เกิดในฝรั่งเศส สร้างตำนานต่อจากไข่มุกดำ เปเล่ และ จะถูกกล่าวขานต่อไปอีกนานเท่านาน

โดยความสามารถที่ปรากฏให้เห็นของ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ด้วยการสร้างความฮือฮาจากการทำความเร็วที่เกือบจะทาบสถิติโลกของ ยูเซน โบลต์ ในวันที่ 9 ธ.ค. 2017 ความเร็วเฉลี่ย ของ เอ็มบัปเป้ อยู่ที่ 36 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนทางด้านยูเซน โบลต์ ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 37.5 กิโลเมตร/ชั่วโมงด้วยความสามารถที่มีให้เห็นจนทำเป็นอีกหนึ่งบุคคล ที่สามารถขึ้นหน้าปกนิตยสาร Time ซึ่งคนที่สามารถขึ้นหน้าปกได้ต้องเป็นผู้ทรงอิทธิพลของโลก อาจจะกล่าวได้ว่านี่คือนักเตะผู้นำในรุ่นยุคถัดไป ต่อจาก ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งบนหน้าปก Time เคยมีนักฟุตบอลก่อนหน้านี้เพียงแค่ 3 คนเท่านั้น คือ ลิโอเนล เมสซี่ , มาริโอ บาโลเตลลี่ และ เนย์มาร์

ลีลาการเลี้ยงกว่าใครในยุคของตัวเอง ทั้งยังเต็มไปด้วยความปราดเปรียว คำพูดติดปาก และ ทำให้เขากลายเป็นนักฟุตบอลอย่างที่เห็นในปัจจุบันของ คีเลียน เอ็มบัป คือ เล่นฟุตบอลเพราะใจรัก มอบจิตวิญญาณให้เพราะหลงใหล

โรนัลโด (R9) กล่าวกับ SFR Sport ว่า “ผมเห็นเอ็มบัปเป้เหมือนเห็นตัวเองในสนาม”

ชาบี เอร์นานเดซ กล่าวว่า “เอ็มบัปเป้ คล้ายกับ เธียรี อองรี ที่ต้องพัฒนาทักษะในการตัดสินใจ หลังจากหมดยุค เมสซี่ และ โรนัลโด (CR7) จะมีเพียง เนย์มาร์และ เอ็มบัปเป้ เท่านั้นที่จะขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการฟุตบอล”

Arsene Wenger เองก็ได้กล่าวว่า “Mbappe เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยม ที่มีส่วนที่คล้ายคลึงกับ Thierry Henry จะเป็นหนึ่งในตำนานที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ในการเล่นกีฬา”

มาคัส แรชฟอด

มาคัส แรชฟอด

       มาคัส แรชฟอด

มาคัส แรชฟอด

         มาคัส แรชฟอด (Marcus Rashford) ดาวรุ่งชาวอังกฤษ จากสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นับว่านี้คือดาวรุ่งอีกคนที่ขายวิญญาณให้แก่ปีศาจตั้งแต่เกิด เขาเกิดตรงกับวันฮาโลวีน 31 ตุลาคม ค.ศ.1997 หรือวันปล่อยผีของฝั่งยุโรป เหมือนถูกลิขิตมาเพื่อให้รับใช้แมนยู แรชฟอด ลงเล่นในตำแหน่ง กองหน้า

เขาก็ยังสามารถเล่นในตำแหน่ง ปีกซ้าย ปีกขวา ได้อีกด้วย แรชฟอด ถูกจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่จะสามารถสานต่อความยิ่งใหญ่ของพลพรรคปีศาจแดงได้ ปัจจุบันจึงได้สวมเสื้อหมายเลข 10  ต่อจาก เวย์น รูนี่ และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

         แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ไม่ใช่สโมสรแรกเริ่มหรืออะคาเดมี่ ของ มาคัส แรชฟอด แต่กลับเป็น เฟล็ทเชอร์ มอสส์ เรนเจอร์ส ทีมในประเทศอังกฤษ

ซึ่งเป็นเหมือนศูนย์ฝึกสอนเยาวชนเสียมากกว่า เขาลงเล่นกับทีม เฟล็ทเชอร์ มอสส์ เรนเจอร์ส ด้วยวัยเพียง 5 ปี ก่อนที่จะย้ายเข้าสู่ระบบอะคาเดมี่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แบบเต็มตัว ในปี 2005 ตอนอายุ 7 ปี

หลังจากที่เขาสามารถทำ 2 ประตูจากการบุกไปถล่มมิดทิลแลนด์ อีก 3 วันถัดมา แรชฟอด ก็สามารถสร้างชื่อให้กับตัวเองอีกครั้ง ด้วยการนำปีศาจแดงเปิดบ้านเอาชนะไอ้ปืนใหญ่อาร์เซน่อล ไปได้ 3-2 ซึ่งในนัดนั้นเขาสามารถทำไปได้ 2 ประตู

ต่อมาเขาสามารถทำสถิติใหม่กับปีศาจแดงได้สำเร็จอีกครั้ง ด้วยการเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูในศึก แมนเชสเตอร์ดาร์บี้ โดยนัดนั้นมีเพียงประตูเดียวจาก แรชฟอด ที่ส่งให้พลพรรคปีศาจบุกไปคว้าชัยถึงถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม 1-0 ในวัย 18 ปี กับอีก 141 วัน และเป็นการทำลายสถิติของ เวย์น รูนี่ ที่ทำไว้อายุ 19 ปี ลงได้สำเร็จ

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

         เมื่อพูดถึง โซลชา ก็คงต้องนึกถึง ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หนึ่งในนักเตะช่วงยุคไล่ล่าความสำเร็จและชุดดีที่สุดของสโมสร ภายใต้การคุมทีมของ “ป๋าเฟอร์กี้” แน่นอนหากใครที่เป็นแฟนแมนยู จะต้องรู้จักกับซุปเปอร์ซับคนสำคัญของทีมรายนี้แน่นอน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ บรมกุนซือ อย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ต้องการผลการแข่งขันและรูปเกมที่เปลี่ยนแปลง โซลชา จึงเป็นตัวเลือกแรกเสมอ จนมีที่มาของคำว่า “คิดอะไรไม่ออก บอกโซลชา”

ประวัติส่วนตัว โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

ชื่อ : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา / Ole Gunnar Solskjær

เกิดวันที่ : 26 กุมภาพันธ์ 1973 / 26 February 1973

เมือง : คริสเตียนซุนด์ / Kristiansund

ประเทศ : นอร์เวย์ / Norway

ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

ตำแหน่ง : กองหน้า

โซลชา ชอบเล่นฟุตบอลเป็นงานอดิเรกเท่านั้น โดยเขาเริ่มเล่นให้กับสโมสร เคลาเซเนนเก้น ทีมระดับดิวิชั่น 3 จาก นอร์เวย์ โดยเขาสามารถโชว์ฝีเท้าได้อย่างจัดจ้านจนเป็นที่สนใจของ สโมสรโมลด์ ทีมจากลีกสูงสุดของนอร์เวย์ ก่อนที่จะทำการดึงตัวไปร่วมทัพในปี 1995

โมลด์ คือ สโมสรแรกที่มอบโอกาสแก่เขาให้สามารถโชว์ฝีเท้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็ว่าได้ เขาลงเล่นให้กับ โมลด์ ไป 42 นัด ซัดไปถึง 31 ประตู ได้รับฉายาว่า “อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์” เขาลงเล่นให้กับสโมสรโมลด์เพียงสองปีเท่านั้น ก่อนที่จะถูกทีมยักษ์ใหญ่ทั้งหลายทั่วทวีปยุโรปจับตามอง ขณะเดียวกันเขาก็ติด ทีมชาตินอร์เวย์ชุดใหญ่ ด้วยในขณะนั้น ก่อนที่ช่วงซัมเมอร์ ปี 1996 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะจัดการควักเงินมูลค่ากว่า 1.5 ล้านปอนด์ (62,193,399 บาท) ดึงตัวมาร่วมทัพปีศาจแดงทันที

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

     กองหลังที่ดีที่สุดของโลกเวลานี้ต้องยกให้ ปราการหลังชาวดัตช์ Virgil Van Dijk เจ้าของรางวัล PFA หรือ Player of the Year “นักเตะยอดเยี่ยมประจำพรีเมียร์ลีก” ประจำฤดูกาล 2018-2019 พร้อมกับครองสถิติกองหลังค่าตัวแพงสุดในโลกขณะนี้

     เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1991 ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมือง เบรด้า  ทำให้เขาเป็นคนเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่เกิด  โดยพ่อของเขาเป็นคนดัตช์ ส่วนคุณแม่เป็นคนจากประเทศซูรินาม ประเทศบริเวณทวีป อเมริกาใต้ ทำให้เขามีเชื้อสาย ซูรินาม จากคุณแม่

ฟาน ไดจ์ค เป็นคนที่ต้องการจะเป็นนักฟุตบอลระดับอาชีพมากๆ นอกจากจะทำงานเสริมในช่วงที่ยังไม่เป็นนักบอลอาชีพ แต่หลังเลิกงานเสริม ฟาน ไดจ์ค จะไปฝึกเล่นบอลทุกวัน ก่อนที่จะได้เข้าสู่ศูนย์ฝึกของทางสโมสร วิลเลี่ยม ทเว ทู ในปี 2009-2010 ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางนักเตะอาชีพ กับสโมสรแรกในชีวิต

เวอร์จิล ลงเล่นกับ โกรนิงเก้น เพียง 2 ฤดูกาล ก่อนที่จะถูก กลาสโกว์ เซลติก กระชากตัวไปบัญชาแนวหลัง ด้วยค่าตัวเพียง 2.6 ล้านปอนด์ ในวันที่ 21 มิถุนายน 2013 พร้อมเซ็นสัญญานานถึง 4 ปี

ลงประเดิมเกมแรกให้กับทางสโมสร วันที่ 17 สิงหาคม 2013 และอีกครั้งที่ได้ประเดิมสนาม  กับสังกัดใหม่ด้วยฐานะตัวสำรอง โดยเขาได้ลงเล่น 13 นาทีสุดท้าย กับเกมที่ เซลติก เอาชนะ อเบอร์ดีน ไป 2-0 ก่อนที่เกมถัดมา ฟาน ไดจ์ค ได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงกับเกมที่ เซลติก ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของ อินเวอร์เนสส์ ก่อนที่ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยผลเสมอ 2-2

ประตูแรกของ ฟาน ไดจ์ค กับ เซลติก เกิดขึ้นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2013 ภายในสีเสื้อของ เซลติก เขาโหม่งทำประตู ช่วยให้ต้นสังกัดเอาชนะ รอสส์ เคาน์ตี้ ไปด้วยจำนวนประตู 4-1 ก่อนที่จะฟอร์มเข้าฟัก มาทำประตูสุดสวยได้อีกครั้งในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นโซโล่ลากบอลขึ้นไปเดี่ยวๆ ก่อนที่จะทำประตูได้สำเร็จ ก่อนที่จะพาทีมเอาชนะ เซนต์ จอห์นสโตน ไปได้ เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น ปราการหลังชาวดัตช์ รายนี้ก็ก้าวขึ้นไปติดทีมยอดเยี่ยมของ ลีก สก็อตแลนด์ ทันที

โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่

โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่

โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่

โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่

      โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ หรือ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ บาร์โบซ่า จี โอลีเวย์ร่า เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 1991 เขาเป็นเด็กหนุ่มที่เกิดและเติบโตขึ้นในเมือง มาเซย์โอ ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งที่อยู่ติดกับทะเล

         โดยเขาเติมโตขึ้นมาพร้อมกับความฝันที่เหมือนกับเด็กชายชาวบราซิลทุกคนคือต้องการที่จะเป็นนักฟุตบอล เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองอยู่ถึงอายุ 14 ปี ก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางเข้ามาทดสอบฝีเท้ากับทาง คลับ เด เรกาตัส สโมสรท้องถิ่นของประเทศบราซิล

ย้ายเข้ามาอยู่กับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในช่วงเดือนธันวาคม 2010 โดยสัญญากับต้นสังกัดใหม่ของเขาจะจบลงในเดือนมิถุนายน 2015 ด้วยความมุ่งมั่นและการปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างดีของเขา ทำให้เขาใช้เวลาเพียงแค่ 1 เดือนก็ได้รับโอกาสในการลงสนามในฐานะตัวสำรองในนาทีที่ 75 ซึ่ง เฟอร์มิโน่ ได้ลงสนามมาแทนที่ของ เซบาสเตียน รูดี้ ซึ่งไม่นานหลังจากที่เขาได้รับโอกาสลงสนามในวันนั้น วันที่ 16 เมษายน 2011 เขาก็สามารถทำประตูแรกให้กับต้นสังกัดใหม่ในแดนเยอรมันได้สำเร็จ และยังเป็นประตูชัยช่วยให้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ เอาชนะ ไอน์ทรัคซ์ แฟร้งค์เฟิร์ต

      ในการแข่งขันฟุตบอลลีก ศึกบุนเดสลีก้าไปได้
หลังจากนั้น เฟอร์มิโน่ ต้องถูกดร็อปเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง เพื่อเปิดทางให้กับ ชิเนดู โอบาซี่ ดาวยิงชาวไนจีเรีย ได้มีโอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง จนสิ้นสุดเดือนพฤศจิกายน 2011 เขาได้ทำการฝึกซ้อมอย่างหนัก

จนได้รับโอกาสในการลงสนามจากเกมนัดตกค้างกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น หลังจากนั้นต่อมาเขาก็สามารถทำประตูให้กับสโมสรได้อีก 2 ประตู โดยทั้ง 2 ประตูนั้นได้มาจาก โวล์ฟสบวร์ก และ โบรุสเซีย มึนเซ่นกลัดบัค
จนกระทั่งในฤดูกาล 2012-2013 เฟอร์มิโน่ ทำผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนสามารถกลับมายึดตำแหน่งตัวจริงในสนามได้ ด้วยฟอร์มการเล่นที่เขาโชว์ออกมาในสนามให้กับแฟนบอลได้ชื่นชมกันนั้น

      โดยเขาสามารถจบซีซั่นดังกล่าวไปกับผลงานสุดร้อนแรงของตัวเองด้วยการลงสนาม 36 เกม และยังสามารถทำไปได้อีก 7 ประตู ด้วยผลงานอันสุดยอดเยี่ยมของ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ทำให้กัปตันทีมอย่าง อันเดรส เบ็ค ถึงขนาดต้องออกมายกย่องเขาว่าเป็นนักเตะที่มีการพัฒนาฝีเท้าได้อย่างน่ามหัศจรรย์ จนทำให้สโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ ไม่รอช้าเลือกที่จะขยายสัญญาของดาวเตคะแนวรุกคนนั้นไปยาวถึง 3 ปี จนทำให้ในซีซั่น 2013-2014 เขามีส่วนช่วยให้สโมสรก้าวขึ้นไปจบอยู่ในอันดับที่ 4 ของ บุนเดสลีก้าได้อย่างงดงาม ในฤดูนี้เจ้าตัวสามารถทำประตูไปได้ถึง 16 ลูกเลยทีเดียว โดยรวมแล้ว เฟอร์มิโน่ ได้ย้ายมาอยู่กับสโมสร ฮอฟเฟ่นไฮม์ เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 ปี และสามารถทำประตูให้กับสโมสรไปได้ถึง 38 ประตู จากการลงสสนามไปทั้งหมด 140 นัดด้วยฟอร์มการเล่นอันโดดเด่นทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ถูกจับตามองจากสโมสรชั้นนำในทวีปยุโรปเป็นจำนวนมาก ซึ่งสุดท้ายแล้วเป็นสโมสร ลิเวอร์พูล

ที่สามารถบรรลุข้อตกลงกับทาง ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในการคว้าตัว โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน่ ไปได้ด้วยค่าตัว 29 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,450 ล้านบาท

ปิแอร์-เอเมอริค

ปิแอร์-เอเมอริค

ปิแอร์-เอเมอริค

ปิแอร์-เอเมอริค

     ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง หรือ ปีแยร์-แอเมอริก เอมีลียาโน ฟร็องซัว โอบาเมอย็องก์ เกิดเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 1989 เป็นลูกชายของ ปิแอร์ โอบาเมยอง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติกาบอง เขาเกิดและเติบโตในเมืองลาวาล ประเทศฝรั่งเศส

โดยเขาได้รับการสนับสนุนและถูกผลักดันเข้าสู่วงการลูกหนังจากผู้เป็นพ่อ โดย โอบาเมยอง ได้เข้าทีมเยาวชนของสโมสรท้องถิ่นตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบเท่านั้น จนกระทั่ง ปิแอร์ ผู้เป็นพ่อได้เข้าไปรับงานเป็นแมวมองของสโมสร เอซี มิลาน เขาจึงถูกดึงตัวไปเล่นให้กับทีมเยาวชนของ ปีศาจแดง-ดำ ตอนอายุ 17 ปี โดยเขาสามารถโชว์ฟอร์ม

ในการเป็นดาวยิงได้ที่สโมสรแห่งนี้จากการทำประตูอย่างต่อเนื่อง แต่ถึงกระนั้นแล้วก็ยังไม่มีผู้ใดคิดว่าเขาจะเป็นศูนย์หน้าที่ดีของสโมสร เอซีมิลาน ได้อย่างแน่นอน ทำให้ โอบาเมยอง เริ่มไม่มีความสุขกับสโมสรแห่งนี้และเริ่มคิดถึงเรื่องการย้ายออกจากสโมสร

โดยในฤดูกาลแรกที่เขาได้ย้ายมาอยู่กับ แซงต์ เอเตียน เขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นกองหน้าคนสำคัญของทางสโมสรได้อย่างรวดเร็ว โดยในฤดูกาล 2011-2012 เขาสามารถทำประตูไปได้ทั้งสิ้น 18 ประตูด้วยกัน ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของเหล่าแฟนบอลอย่างมากมาย

จนในฤดูกาล 2012-2013 ถือได้ว่าเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของ โอบาเมอย็องก์ ในลีกเอิง ฝรั่งเศสเลยที่เดียว เพราะเขาสามารถระเบิดฟอร์มเก่ง ด้วยการทำยิงไปทั้งหมด 19 ประตู และยังเป็นรองดาวซัลโว โดยเป็นรองเพียงแค่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หลังจากจบซีซั่น 2012-2013 ไม่นานเขาเริ่มได้รับความสนใจจากสโมสรมากมายในทวีปยุโรป ก่อนที่เจ้าตัวจะตัดสินใจย้ายไปเล่นใน บุนเดสลีก้า ของประเทศเยอรมัน

เมสัน เมาท์

เมสัน เมาท์

เมสัน เมาท์ 

เมสัน เมาท์

เมสัน เมาท์
สโมสร : เชลซี / ดาร์บี้ เคาน์ตี้ *ยืมตัว
อายุ : 19 ปี
ตำแหน่ง : มิดฟิลด์

เมสัน เมาท์ ถือเป็นหนึ่งในผลิตผลของ “สิงห์บลู” ที่อยู่กับสโมสรมาตั้งแต่วัย 6 ขวบ ก่อนจะพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาจนได้รับการจับตามองเป็นอย่างมากในระยะหลัง โดยเฉพาะการเล่นในบทบาทของ มิดฟิลด์ตัวรุก ที่ไปกับบอลได้ค่อนข้างดี อีกทั้งยังมีทักษะการจ่ายบอลที่แม่นยำ ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าตัวได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับ เชลซี ไปเมื่อปี 2017 หลังจากนั้นถูกปล่อยยืมให้กับ วิเทสส์ ในลีกดัตช์ 1 ฤดูกาล (ลงสนาม39นัด ยิงไป14ประตู) และปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในสัญญาเช่าภายใต้การคุมทัพของอดีตตำนาน เชลซี อย่าง แฟร้งค์ แลมพาร์ด

 โดยก่อนหน้านี้ เมสัน เมาท์ ติดทีมชาติอังกฤษรุ่นเยาวชนไล่มาตั้งแต่ชุด ยู16,17,18,19 และ 21 อีกทั้งยังเป็นเจ้าของรางวัล นักเตะแห่งปี ของ วิเทสส์ สมัยที่ย้ายไปค้าแข้งในลีก ฮอลแลนด์ ด้วยสัญญายืมตัวเมื่อปี 2017/18 อีกด้วย

เมสัน เมาท์ หรือ เมสัน โทนี่ เมานท์ เกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 1999 ในเมืองพอร์ทสมัธ ประเทศอังกฤษ เขาเติบโตมาจากครอบครัวในที่มีความคลั่งไคล้ แต่คุณแม่ของเขากลับต้องการที่จะให้ลูกชายตั้งใจเรียนดีกว่าที่จะทุ่มเทให้กับฟุตบอล ตรงกันข้ามข้ามกับคุณพ่อของเขากลับไม่คิดแบบนั้น เพราะต้องการที่จะให้ เมสัน เมาท์ เข้ามาสานฝันในวงการลูกหนัง

เจ้าหนูเมาท์เป็นเด็กที่มีความร่าเริงอยู่ตลอด เขาเป็นเด็กหนุ่มที่บริหารจัดสรรเวลาในเวลาเรียนและซ้อมฟุตบอลได้เป็นอย่างดี ซึ่งแม้เขาจะเล่นฟุตบอลแต่ก็ไม่เคยที่จะทำให้เสียการเรียนแม้แต่อย่างใด

จนกระทั่งเวลาผ่านไป เมสัน เมาท์  เริ่มมีความคิดที่จะเรียนรู้ทักษะทางด้านฟุตบอลอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น โดยเขามักจะเบรกการทำกิจกรรมทุกอย่างเพื่อเปิดให้กับการเล่นฟุตบอล เขาใช้เวลาไม่นานก็ได้เข้ามาอยู่ในอคาเดมี่ในสโมสรเชลซี ในวัยเพียง 6 ขวบเท่านั้น

ริยาด มาห์เรซ

ริยาด มาห์เรซ

ริยาด มาห์เรซ

ริยาด มาห์เรซ

     ริยาด มาห์เรซ ปีกทีมชาติแอลจีเรีย เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1991 ในเมืองซาร์แซล ประเทศฝรั่งเศส เขาเป็นลูกครึ่งที่มีพ่อเป็นชาวแอลจีเรีย และมีแม่เป็นลูกครึ่งแอลจีเรีย-โมร็อกโก มาห์เรซ มีใจรักในกีฬาฟุตบอลตั้งแต่วัยเด็ก แต่ด้วยรูปร่างที่เล็กและผอมบางของเขาจึงทำให้เขาถูกปฏิเสธจากสโมสรต่างๆ ที่เจ้าตัวได้เข้าร่วมทดสอบฝีเท้าอยู่เสมอ

ต่อมา มาห์เรซ ในวัย 15 ปี เขาได้เข้าไปทดสอบฝีเท้ากับ อาอาแอ็ส ซาร์แซล สโมสรท้องถิ่นในประเทศฝรั่งเศส ในปี 2004 ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรสมัครเล่นอย่าง แก็งแปร์ ในปี 2009 ซึ่งเขาทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ จนทำให้ได้ย้ายมาอยู่กับทางสโมสร เลอ อาฟร์ เอฟซี แต่ก็ได้ลงเล่นแค่ในทีมสำรองเพียงเท่านั้น

     ซึ่งนั่นเป็นเวลาเกือบ 3 ปีเต็มที่ใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง ก่อนที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรและได้สัญญาเป็นนักเตะอาชีพฉบับแรกในปี 2013 โดยในซีซั่นแรกที่เขาได้ลงเล่นในนามนักเตะของทีมชุดใหญ่เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเขาได้ลงเล่นไปทั้งหมด 67 นัด รวมทั้งหมดทุกรายการ และยังสามารถทำได้อีก 10 ประตู ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมกับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้

มาห์เลซ ได้ลงเป็นตัวจริงในการแข่งขันบนเวที พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในวันที่ 14 สิงหาคม 2014 และสามารถทำประตูแรกได้ในวันที่ 4 ตุลาคม 2014 และได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมกับสโมสรมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เขาได้รับสัญญาฉบับใหม่กับทางสโมสร เป็นระยะเวลา 4 ปี

     ซึ่งหลังจากได้รับสัญญาฉบับใหม่ เขายังคงโชว์ฟอร์มเก่งออกมาได้อย่างตลอด พร้อมทั้งยังเป็นกำลังสำคัญที่นำพาชัยชนะมาสู่ทีมได้อย่างเสมอ จนได้รับคำชมและถูกยกย่องจากกัปตันทีมอย่าง เวส มอร์แกน ว่า “นี่คือผู้เล่นที่นำชัยชนะมาสู่ทีมของเรา” จากนั้นต่อมาเขายังสามารถโชว์ฟอร์มอันสุดยอดได้ด้วยการทำได้อีก 4 ประตู จากการลงเล่น 3 นัดแรกของซีซั่น

หลังจากที่ มาห์เรซ ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับทาง เลสเตอร์ ซิตี้ เขาก็ได้รับข้อเสนอจากหลายสโมสรทั่วทวีปยุโรป จนสุดท้ายแล้ว เป็นทางด้านของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้คว้าตัวปีกตัวจี๊ดรายนี้ไปร่วมทีมด้วยราคาค่าตัว 60 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่มีค่าตัวสูงสุดเป็นสถิติของสโมสรทันที พร้อมทั้งได้รับสัญญาไปทั้งหมด 5 ปี

     ในช่วงแรกที่เขาได้ย้ายเข้ามาอยู่กับทางสโมสร ด้วยสภาพทีมที่เต็มไปด้วยสตาร์ดังอย่างมากมาย ทำให้เขาต้องพยามพัฒนาทักษะและฝีเท้าของตัวเอง เพื่อที่จะสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงภายในทีมให้ได้ และด้วยความพยายามของเขา

จึงทำให้ เปป กวาร์ดิโอลา เห็นว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่ง 11 ตัวจริง และช่วยให้สโมสรสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ได้ถึง 2 สมัย ติดต่อกัน ความสำเร็จและความสามารถในตัวของเขา ทำให้ ริยาด มาห์เรซ กลายเป็นนักกีฬาที่ดีที่สุดของประเทศ

ราเชินบลู

ราเชินบลู

ราเชินบลู

ราเชินบลู

ราเชินบลู  (อังกฤษRussian Blue) เป็นชื่อแมวพันทางพันธุ์หนึ่ง ที่ลำตัวปกคลุมด้วยสีฟ้าเจือเงิน มีชื่อในด้านฉลาดเฉลียวและชอบเล่นเป็นที่หนึ่ง แต่จะขลาดกลัวคนแปลกหน้ามาก ความสัมพันธ์ระหว่างราเชินบลูกับมนุษย์นั้น ในทางประวัติศาสตร์มีทั้งประเภทอยู่ร่วมกันสันติ และถูกมนุษย์ล่าอย่างหนักเพื่อเอาขนไปทำเสื้อคลุม

ลักษณะภายนอก

รัสเซียนบลูเป็นแมวที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง และมีลักษณะโดยรวมที่ดูดี ซึ่งมีความเหมือนกับแมวสีสวาดและแมวพันธุ์โอเร็นทัลขนสั้นตรงที่มันมีลำตัวที่ยาว ผอมเพรียว และดูสง่างาม รัสเซียนบลูมีลำตัวขนาดกลางและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ อีกทั้งยังมีลำคอที่ยาวและดูสง่างาม แต่คอของแมวพันธุ์นี้มักถูกซ่อนโดยขนที่หนาและหัวไหล่ที่ตั้งชันขณะนั่ง ทำให้ดูเหมือนมีคอสั้นและหนา

อย่างไรก็ดี รัสเซียนบลูเป็นแมวที่ดูตัวใหญ่กว่าความเป็นจริง เพราะมันมีขนสองชั้น ซึ่งนับว่าเป็นลักษณะเด่นของแมวพันธุ์นี้ก็ว่าได้ ขนของรัสเซียนบลูนั้นมีความหนา นุ่มเหมือนผ้าไหม เนื้อสัมผัสเหมือนกำมะหยี่ และมีขนที่ทำมุม 45 องศา โดยมีสีขนเป็นสีน้ำเงินสว่าง ซึ่งมีสีเข้มตั้งแต่โคนจรดปลายของขนชั้นนอกและมีปลายขนเป็นสีเงิน นอกจากนี้ขนของแมวยังแวววาวเมื่อสะท้อนแสง

ดวงตาของลูกแมวพันธุ์นี้เป็นสีเหลือง หลังจากผ่านไป 4 เดือน วงแหวนสีเขียวสว่างจะปรากฏรอบๆ รูม่านตา เมื่อแมวโตขึ้น สีของดวงตาจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวสว่างและชัดเจน

นิสัยและอารมณ์

แมวพันธุ์นี้ทำตัวดีและเราสามารถนำมาฝึกได้อย่างง่ายดาย รัสเซียนบลูเพลิดเพลินกับการเล่นวิ่งคาบสิ่งของกลับมาให้ นอกจากนี้มันยังเป็นแมวที่ขี้เล่นมาก และรักการวิ่งไล่ของเล่นหรือแสงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม แมวพันธุ์นี้สามารถใช้เวลาอยู่กับตัวเองเมื่อถูกปล่อยให้อยู่ตัวเดียว แต่มันก็จะมีความสุขมากเมื่อเจ้าของกลับมาบ้าน อีกทั้งยังเข้ากับคนส่วนมากได้ ซึ่งหมายความรวมถึงเด็ก

อย่างไรก็ดี รัสเซียนบลูมีแนวโน้มที่จะตกใจอย่างง่ายดาย รวมถึงมีนิสัยขี้อายและประหม่าเมื่ออยู่กับคนแปลกหน้าหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย แมวพันธุ์นี้ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง แมวสามารถสับสนเมื่อมีการเปลี่ยนเวลากินอาหาร และมันค่อนข้างพิถีพิถันเกี่ยวกับสุขอนามัย ซึ่งแมวจะไม่เข้าไปขับถ่ายในกระบะทรายที่สกปรก

สุขภาพและการดูแล

แมวพันธุ์นี้ไม่มีปัญหาสุขภาพที่เฉพาะเจาะจง อย่างไรก็ดี เจ้าของไม่จำเป็นต้องแปรงขนให้แมว แต่ควรแปรงฟันให้แมวสัปดาห์ละครั้ง สิ่งที่เจ้าของควรจำอีกสิ่งหนึ่งก็คือ รัสเซียนบลูเป็นแมวที่รักการกินอาหาร มันจะกินมากเกินความต้องการ ซึ่งวิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ การตวงวัดอาหาร และให้อาหารตามเวลาที่กำหนดเท่านั้น รวมถึงบอกให้คนในบ้านควบคุมการให้ขนมแมว

ความเป็นมาและภูมิหลัง

แมวพันธุ์นี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศรัสเซียตามชื่อที่ตั้ง ซึ่งเชื่อกันว่ากะลาสีเรือชาวอังกฤษได้หลงเสน่ห์รัสเซียนบลู และนำมันกลับมาจากทางตอนเหนือของประเทศรัสเซีย ขนที่แน่นหนาช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และนั่นก็สามารถช่วยให้แมวพันธุ์นี้เอาชีวิตรอดจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น